Ploy's profileคุณพลอยPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    August 28

    The Competition

     
    ที่บล๊อกวุ้น เขียนเรื่องราวชีวิตของพวกเราส่วนหนึ่งที่กระทรวงได้ฮา และเห็นภาพชัดเจนมาก เลยขอเอามา repost ให้ได้อ่านกัน ว่านอกจากงานที่เปี่ยมไปด้วยสาระแล้ว พวกเราทำเรื่องไร้สาระอะไรกันบ้างในวันหนึ่งๆ
     
    The New Trend
     
    ช่วงนี้ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น เพื่อนๆ ที่กระทรวงถึงฮิตตั้งชื่อกันแปลกๆ บ้างก็เอาชื่อ msn มาเรียกกันแทนชื่อจริง ดูๆ ไปมันก็เป็น trend ที่ดูน่ารักดี มาดูตัวอย่างชื่อเก๋ๆ (แต่บางอันก็ประหล๊าด ประหลาด) กันดีกว่า
     
    พลอย --> KhunPloy
    ศาสตร์ --> Sart --> Sassy
    นัท --> Vanassuda --> Vanda --> แวนด้า
    ปิ๊น --> Sweet P --> สวีทพี
    กลาง --> กลางซี่ (อันนี้ไม่ได้มาจาก msn แต่มาจากพี่ที่กองที่หม่อมน้องเธอไปฝึกงาน)
    อั้ม --> !!!DuDe!!! ---> ดูด
    วุ้น --> Wunz (หรือบางที Wunzie) --> วุ้นซี่
    พี่เต้ --> Teacita (เป็นภาษาเสปน) และอีกชื่อที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า "สวยเลือกได้"
    ดีกรีความสวยของพี่เต้นั้นเป็นที่ประจักษ์กันโดยทั่วไป มีรางวัลรับประกันมากมาย ทั้ง "Misstake" "Misssunderstanding" หรือว่า "Misserable"
    ทั้งนี้ เมื่อวานที่ข้าวต้มอนันต์ พี่เต้ได้สมญานามใหม่สดๆ ร้อนๆ แล้วว่า "Miss ACMECS" ด้วยว่าในอนุภูมิภาคนี้ ไม่มีใครสวยเกินเธอแน่ๆ รับรองได้
     
     
    The Competition
     
    นอกจากการตั้งชื่อเก๋ๆ ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่แล้วนั้น ช่วงนี้พวกเรากำลัง busy กับการใช้ช่วงเวลาว่างลงทำศึกชิงจ้าวยุทธภพแห่งเสียงเพลง โดยใช้ MSN เป็นเวทีของการชิงชัย เพราะฐานที่มั่นของแต่ละคนก็อยู่ในกรมกองต่างๆ ซึ่งก็ห่างกันไม่น้อย (อ้อ..แต่ขอบอกไว้ก่อน ว่าพวกเราไม่ได้อู้งานนะคะ เราจะเล่นกันเมื่อว่างกันเป็นหมู่คณะเท่านั้น) การแข่งขันของพวกเรานั้น มีกฎกติกาง่ายๆ ก็คือ กรรมการ ซึ่งก็คือท่าน Sassy นั้น จะให้เนื้อเพลงมาหนึ่งท่อน แล้วพวกเรานั้นก็มีหน้าที่ที่จะต้องร้องต่อท่อนนั้นให้ได้โดยการพิมพ์เนื้อเพลงท่อนต่อไป รวมทั้งบอกชื่อคนร้อง และชื่อเพลง ใครอยากตอบต้องพิมพ์ ต จากนั้นท่านกรรมการจะเรียกให้ตอบตามลำดับก่อน-หลัง โดยยึดจากคอมกรรมการเป็นหลัก และพวกเราจะพิมพ์ พ เมื่อพร้อมจะเล่นข้อต่อไป
     
    ตัวอย่างเช่น
     
    DiploTainer: "รู้ไหมว่าใครแอบคิดถึง..."
    Wunz:
    Tecita Tae:
    !KhunPloy:
    Diplotainer: วุ้น เต้ พลอย
    Diplotainer: วุ้น ตอบมาได้แล้วอย่าช้า
    !KhunPloy: มันต้องไปกูเกิ้ลอยู่แน่ๆ เลย
    Wunz: อ๊ะ อันนี้ก็ไม่ทราบเป็นใครนะ
    Wunz: เจ - ก็ใครมันจะไปรู้หล่ะ
    DiploTainer: สุดยอดดดดดดดดด  นี่ถ้าไม่มี อ๊ะ นี่ไม่ให้เลยนะเนี่ย
    DiploTainer: วุ้น 1.5
     
    ตอบถูกหมด จะได้คะแนน 1.5 คะแนน แต่หากคุณเถียงกรรมการ หรือออกจากการแข่งขันโดยไม่ร่ำลากรรมการ หรือแม้แต่กระทั่งเพียงเพราะคุณเป็นผู้เข้าแข่งขันเพศชาย คุณก็อาจจะโดนหักคะแนนได้ เหมือนอย่างเช่นที่คุณดูด โดนหัก 15 คะแนน โทษฐานหนีไปทำงานโดยไม่ลากรรมการ แต่หากคุณเป็นผู้หญิง และสวย แม้ว่าคุณจะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ มิได้เข้าร่วมการแข่งขัน คุณก็อาจจะมีคะแนนได้ง่ายๆ เช่นกัน เหมือนอย่างที่อยู่ดีๆ โบก็มี 5 คะแนน เพราะกรรมการอยากให้ เป็นต้น
     
    น่าเสียดายที่ไม่สามารถเอาบทสนทนาของพวกเรามาลงให้อ่านกันได้ทั้งหมด ไม่อย่างนั้นคุณจะได้พบว่า นิสัยชอบเอาชนะกันน่ะมันไม่ได้หายไปตามจำนวนปีของอายุเลย เกมปัญญาอ่อนบางทีก็ทำให้เราเถียงกันเหมือนเด็กๆ และจะรีบถับถมเพื่อนอย่างเมามันส์ เพียงเพราะมันตอบผิด ทั้งๆ ที่ไอ้ที่เล่นกันอย่างจริงจังเนี่ย มันไม่มีรางวัลเลยซักกะชิ้น ก็ไม่รู้ว่าจะทำไมเราถึงเอาจริงเอาจัง จนถึงขั้นเอาเป็นเอาตายกันได้ขนาดนี้
     
    ...และด้วยการแข่งขันอันนี้นี่เอง ที่บางที พวกเราหลายคนก็หัวเราะก๊ากขึ้นมาหน้าจอคอมพิวเตอร์ จนบรรดาพี่ๆ เพื่อนๆ ร่วมกองสงสัย ว่างานที่ทำนี่มันน่าขำอะไรมากมาย ห๊า!!
     
     
    --
     
     
    August 11

    แอ๊บแบ๊ว

     
    แอ๊บแบ๊วคืออะไร?
     
    ถ้าไม่เข้าใจความหมาย คงต้องบอกว่าเชยแหลก..
    แต่หากคุณเป็นคนฟอร์มจัด..อย่ายอมรับง่ายๆ ว่าไม่รู้
    คงต้องแอ๊บเนียน แสร้งทำเป็นว่าเข้าใจไปก่อน..
    ได้ยินบ่อยๆ เดี๋ยวก็เดาความหมายได้เองแหละค่ะ
     
    ไปอ่านเจอในเว็บไซต์ uncyclopedia -ไร้สาระนุกรม เวอร์ชั่นภาษาไทยค่ะ
    แหม..แปลได้จับใจโจ๋
    -
    แอ๊บแบ๊ว..เป็นคำวิเศษณ์ ที่กำลังนิยมในหมู่วัยรุ่นตอนนี้ ซึ่งต่างกันเพียงเส้นขั้นบางๆกับคำว่า กระแดะ
    -
    ที่มาของคำว่า “แอ๊บแบ๊ว” ได้รับการวิเคราะห์อย่างหลากหลายค่ะ
    บ้างก็ว่า..เป็นคำผสมระหว่างคำว่า แอ๊บนอร์มอล (abnormal) ในภาษาอังกฤษ รวมกับคำว่า “บ้องแบ๊ว”
    หรือว่า..เดิมคำว่าแอ๊บแบ๊ว ไม่ได้ออกเสียงว่าแอ๊บแบ๊ว แต่ออกเสียงว่าแอบแบ๊ว คือแอบบ้องแบ๊ว แต่พูดไปพูดมาเสียงเกิดจะเพื้ยนไปเป็น "แอ๊บแบ๊ว" 
     
    พูดได้ไม่อายปากเลยนะคะว่า ดิฉันคิดว่าคำนี้มันมีใช้มาตั้งนานหลายปีก่อนราชบัณฑิตยสถานจะออกมาบรรจุเข้าไว้ในพจนานุกรมซะอีก
    หรืออาจจะเป็นเพราะว่ามันมีใช้มาตั้งนานนี่แหละ ก็เลยได้รับเกียรตินี้อย่างเต็มภาคภูมิ
     
    สำหรับดิฉันแล้ว แอ๊บแบ๊วก็ไม่ต่างอะไรจากแสลงทั่วไปในยุคก่อนๆ เช่น เต้ย (แปลว่าเจ๋ง..คำนี้เก่ามากแล้ว และจัดเป็นชื่อเล่นยอดฮิตชื่อหนึ่งมาจนถึงปัจจุบัน ถ้าเด็กสมัยนี้มันรู้ความหมาย คงค่อนขอดว่าเชยพิลึก) จ๊าบ, เม้ง, ตู้ หรือให้ร่วมสมัยกันหน่อยก็ต้อง เดี๋ยวปั๊ดเหนี่ยว, สตอรว์เบอร์รี่, ชิวชิว, กิ๊ก, แว๊นซ์, สก๊อย หรือว่า แซ๊บบ เป็นอาทิ
     
    ดิฉันว่าคุณก็รู้เหมือนกะที่ดิฉันรู้แหละค่ะ..ว่าคำแสลงนี่มันก็เป็นไปตามยุคสมัย กี่ยุคกี่สมัยก็จะต้องมีคนออกมาพูดปาวๆ ว่าทำให้ภาษาไทยวิบัติอย่างนั้นอย่างนี้ ..ทุกทีแหละค่ะ..ไม่มีพลาดซะล่ะ
    แต่จนแล้วจนรอดดิฉันก็ยังไม่เห็นว่าจะภาษาไทยจะวิบัติไปซักกี่มากน้อยเลย
     
    ดิฉันว่า การที่ราชบัณฑิตยสถานบรรจุคำนี้ไว้ในพจนานุกรมคำใหม่นี่ก็ดีนะคะ ถือว่าเป็นการบันทึกการเปลี่ยนผ่านทางวิถีชีวิตจากรุ่นสู่รุ่นเลยทีเดียว
    แหม..ก็ไอ้คนที่แอ๊บแบ๊วอยู่ทุกวันนี้ เมื่อถึงวัยนึงมันก็ต้องร้างลาจากวงการกันมั่งล่ะค่ะ จะให้มาแบ๊วอยู่ตลอดเวลายังไงไหว
    ถ้ามีบันทึกไว้ อย่างน้อยรุ่นลูกรุ่นหลานจะได้มีอะไรไว้ฮากันบ้าง
     
    กลับมาที่อาการ "แอ๊บแบ๊ว" กันต่อ
    บางคนบอกว่ามันคือการพูดให้รูปคำเปลี่ยนไปมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งจะให้สมจริงก็ต้องทำตาโตๆ พร้อมจินตนาการว่าต้วเองน่ารักสุดๆ ไปด้วย
    เมื่อริจะแอ๊บแบ๊ว ก็ต้องพูดจาให้มันแอ๊ดวานซ์หน่อย อย่างเช่น "จิปายหนายอ่ะ..ปายซิหยามกันป่ะ" นังคนตอบก็ต้องไม่พลาดค่ะ แอ๊บให้ได้เลเวลเดียวกัน มันถึงจะสมน้ำสมเนื้อ "จิงหง๋อ...ไปซิหยามง๋อ..ไปกว๋อด๊ะ"
    คุณรู้ไหมคะว่านังสองคนนี่มันพูดอะไรกัน ไม่ยากเกินไปใช่ไหมคะ 
    คนแรกถามว่า "จะไปไหน ไปสยามกันไหม" อีกคนตอนว่า "เหรอ ไปสยามเหรอ ไปก็ได้"
    เรื่องมันก็มีเท่านี้ล่ะค่ะ.. แต่จะพูดธรรมดาก็ไม่ได้
     
    สำหรับดิฉันแล้ว คิดว่าไอ้ภาษาไทยประหลาดๆ นี่น่ะ
    มีที่มาหลักจากภาษาแช๊ทในคอมพิวเตอร์
    ถ้าสะกดธรรมดา (เค้าว่า) มันไร้อารมณ์ เหมือนอ่านหนังสือเรียน
    ทีนี้พอฮิตแล้วก็ออกจากจอคอมพิวเตอร์ สู่โลกของคนเดินดิน กินข้าวแถวสยาม มันก็ต้องมีภาษาร่างกายเติมเข้าไปด้วยให้สมจริง
    จะทำตาโต ปากอิ่ม จมูกเชิด เสียงเล็กเสียงน้อย หรือจะอะไรก็ตามแต่ใจ กะว่าให้น่าเอ็นดูเป็นใช้ได้
     
    ถ้าคุณอายุ 30 แล้วแช๊ทแบบคนอายุสามสิบ สะกดถูกมันทุกคำ ประหนึ่งมีแม่เป็นครูสอนภาษาไทยแล้วล่ะก็
    ฝันไปเถอะค่ะว่าจะคุยกับเด็กอายุ 16 รู้เรื่อง...
    ถ้าคุณอยากทันสมัย ก็ต้องทำตัวเป็นวัยรุ่น แอ๊บแบ๊วให้ดูดีมีสติ (น้อย) พอๆ กัน ถึงจะจัดว่าร่วมสมัยกันได้
    แต่ไม่รู้นะคะว่า ถ้าอายุสามสิบแล้วยังไปประดิษฐ์ภาษาท่าทางแบบแอ๊บแบ๊วนี่ อะไรจะเกิดขึ้น
    เด็กๆ ทำก็คงน่ารักน่าเอ็นดูหรอกค่ะ ถ้าผู้ใหญ่ทำคงน่าจะถวายผางให้มากกว่า
     
    ไอ้ดิฉัน ซึ่งวัยก็ได้ล่วงเลยมาจนปูนนึงแล้วเนี่ย ก็ให้รู้สึกหงุดหงิดเป็นบ้า เวลาแช๊ทกับพวกใช้ภาษารักษาอารมณ์พวกนี้
    นิดหน่อยก็ยังพอไหวนะคะ..ให้มันขำๆ หรือว่าเพื่อให้พิมพ์สะดวก ดิฉันก็ทำค่ะ คำพวก "อ่ะ" "ป่ะ" อะไรพวกนี้
    แต่ตลอดเวลาเนี่ย...ป้าก็อ่านไม่ค่อยจะเข้าใจอ่ะนะคะ
    พาลจะแช๊ทไปเซ็งไปได้
     
     
    ว่าแต่ "แอ๊บแบ๊ว" เนี่ย ทำแล้วมัน "แบ๊ว" จิงหง๋อคะ?