Ploy's profileคุณพลอยPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    July 25

    อร่อยยามว่าง

     
    วันหยุดสุดสัปดาห์ ทำขนมง่ายๆ กันดีกว่าค่ะ
    วันนี้คุณพลอยภูมิใจนำเสนอ "เกี๊ยวห่อใส้กรอกชีส"
    มาเริ่มกันเลยดีกว่า
     
    1. แป้งเกี๊ยวห่อเล็ก (มีประมาณ 50 แผ่น กินเก่งก็ทำเยอะละกัน)
    2. ใส้กรอกหั่นเป็นชิ้น (ไม่ต้องใหญ่มาก เดี๋ยวห่อไม่ได้) บางคนชอบแฮมจะใส่แฮมก็ได้
    3. ชีสแผ่น (แผ่นหนึ่งแบ่งเป็น 8 ชิ้น ใส่ 1 ชิ้นเล็ก/เกี๊ยว 1 ตัว)
     
    วิธีการทำง่ายมาก เอาแป้งเกี๊ยวมา ใส่ชีส ใส้กรอก
    เอาน้ำแปะที่ใบเกี๊ยวเล็กน้อย ห่อให้สวยงาม
    วิธีง่ายๆ คือเอาสี่ด้านมาชนกัน จะกลายเป็นรูปถุง
    ถ้าจะปิดให้สนิทก็ได้ กันชีสที่โดนความร้อนละลายออกมา
    แต่ถ้าห่อไม่สนิท ชีสไหลเยิ้มๆ ก็น่ากินไปอีกแบบ
     
    พร้อมแล้วตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมันแยะหน่อย
    พอร้อนได้ที่แล้วเอาเกี๊ยวลงไปทอด กะพอให้แป้งเกี๊ยวกรอบเป็นใช้ได้
    ทอดนานเดี๋ยวไหม้ แล้วชีสก็จะละลายหมด
     
    ตักขึ้นใส่จาน รับประทานกับซอสพริกหรือน้ำจิ้มไก่
    ทั้งหมดใช้เวลาทำไม่เกิน 20 นาที
     
    จริงๆ จะเรียกเกี๊ยวหน้าด้านก็ได้
    เพราะว่าวัตถุดิบมันอร่อยของมันเองอยู่แล้ว ไม่ได้ใช้ทักษะอะไรเลย
    คนทำหน้าด้าน รับสมอ้างว่าเป็นเพราะฝีมือ 555
     
     
     
    July 24

    me & myself


    เพิ่งได้ดูค่ะ แน่นอนว่ามันออกจากโรงไปชาตินึงแล้ว แต่ด้วยอานิสงส์ของ ASEAN Film Festival เลยได้ดูในโรงหนังอีกที

    หนังรักค่ะ อย่างที่รู้ๆ กันนั่นแหละ คุณอนันดาเป็นพระเอก หล่อบาดใจสาวๆ คุณน้องนางเอกชื่อน้องแอม หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู (คุณชายกลางบอกว่าน้องเค้าเป็นลีดจุฬาด้วยล่ะ)
    เรื่องของเรื่องก็คือตาพระเอกนี่เดินทะเล่อทะล่ามาจากไหนไม่รู้ ถูกนางเอกขับรถชนจนความจำเสื่อม จำอะไรไม่ได้เลย คุณน้องนางเอกก็เลยต้องรับภาระเลี้ยงดู พาไปหามดหมอ อยากจะให้จำได้เสียที จะได้กลับบ้านช่องห้องหอไปซะ แต่ทีนี้อยู่ๆ ไปพระเอกนางเอกก็เกิดจะรักกันขึ้นมา ทีนี้พอรักแล้วตาพระเอกก็ไม่อยากจะหายความจำเสื่อมละ

    แต่อย่างว่า ไอ้เรื่องที่อยากจำก็ดันลืม ส่วนไอ้เรื่องที่อยากลืมดันกลับจำได้ซะนี่.. เมื่อความทรงจำกลับมา คุณพระเอกแกจำได้ว่าแกเป็นกะเทย ก็ปะเหมาะกับคุณน้องนางเอกรู้ว่าพระเอกเป็นกะเทยพอดี ไอ้เรื่องที่รักกันก็เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา เสียอกเสียใจกันใหญ่ ..คนดูก็เอาละ ลุ้นสิว่าจะยังรักกันอยู่รึเปล่า หรือพอพระเอกรู้ว่าตัวเองเป็นกะเทยแล้วก็เกิดจะรังเกียจชะนีขึ้นมาซะอย่างงั้น ก็อาจจะเป็นไปได้

    สุดท้ายหนังรอมชอมกับหัวใจคนดู เอาเป็นว่ารักกันได้ก็แล้วกัน..
    แต่ดูเหมือนจะทำลืมไปเสียอย่างนั้น ว่าจะอธิบายเหตุการ์ณหลังจาก "รัก" กันแล้ว "อะไร" จะเกิดตามมา
    ตกลงว่าจะรักกันเฉยๆ อย่างเพื่อนสาวหรือยังไง

    -------
    จำได้ว่าระหว่างหนังฉายจริงในโรง กลุ่มเกย์โน่นนี่ออกมาประท้วงกันใหญ่
    กลุ่มนี้บอกเราว่า กะเทยนี่เป็นกันด้วยใจ เป็นกะเทยแล้วไม่มีทางหายได้ แม้ว่าจะแก้ด้วยการไปชอบผู้หญิงก็ตาม
    เพราะฉะนั้น หนังเรื่องนี้อาจเป็นตัวอย่างผิดๆ ให้ครอบครัวที่มีลูกหลานเป็นเกย์ เป็นกะเทย พยายามจับเขาเหล่านั้นให้ไปชอบผู้หญิง เพื่อแก้ไขรสนิยมทางเพศ
    ....กลุ่มเกย์และกะเทยถือว่าหนังเรื่องนี้แสดงถึงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างมากต่อเพศที่สาม
    และอาจก่อให้เกิดปัญหาความเข้าใจผิดต่อเพศที่สามได้

    ----
    ส่วนตัวคิดว่า หนังพยายามจะบอกอยู่เหมือนกันว่าคนที่เป็นเพศที่สามเกิดได้จากทั้งหัวจิตหัวใจ แล้วก็เกิดได้จากสิ่งแวดล้อม
    ดูพี่ทอมหัวหน้านางเอกนั่นปะไร แกบอกว่าเกิดมาแกก็อยากเป็นผู้ชายละ จะให้ทำไง ก็มันเป็นอย่างนี้นี่ ทางออกของชีวิตเดียวดายของแกก็คือทำงานมันเข้าไป ทำจนเจริญก้าวหน้า เอาให้บ้ากันไปข้างนึง
    แต่คุณพระเอกนี่มาอีกแนว มีคุณป้ามาเฉลยให้ ว่าแกถูกเลี้ยงมาในวงการกะเทย ร้องไห้โยเยป้าก็จับทาลิปสติกซะเลย ปรากฏว่าหยุดร้อง เลยให้หลานเอาดีทางนี้มาตั้งแต่เด็ก เรียกว่าไม่รู้ว่าจะเป็นผู้ชายได้ยังไง เกิดมาก็เลี้ยงให้เป็นกะเทยเสียแล้ว..และด้วยการเป็นกะเทยจากสิ่งแวดล้อมนี่แหละที่ทำให้เกิดจุดหักมุมของหนัง ชนิดที่คนดูอย่างดิฉันคิดว่ามีความเป็นไปได้ต่ำมากในโลกแห่งความเป็นจริง

    ประโยคเด่นของหนังมีอยู่ว่า
    "คนเราจะเป็นสิ่งที่เราเป็น ..สิ่งที่เราอยากเป็น หรือว่า สิ่งที่คนอื่นอยากให้เราเป็น"
    "หัวใจสำคัญของการมีชีวิตอยู่...คือเสรีภาพของการ "เลือก" ที่จะ "เป็น" ได้"
    (ส่วนตัวคิดว่า "เด่น" แต่ไม่ "เด็ด")

    หนังเรื่องนี้เอาคำเด่นที่ว่านี่มาอธิบายการเลือกของทั้งพระเอกและนางเอก
    - เลือกที่จะเป็นกะเทยกลับใจ มารักผู้หญิงอีกที เลือกจะรักผู้หญิงได้ แม้จะเคยรักผู้ชายมาก่อน
    - เลือกที่จะรักกะเทย โดยไม่สนใจว่ารักแล้วจะได้อยู่ด้วยกันหรือไม่ หรืออยู่แบบไหน แล้วสังคมจะคิดอย่างไร

    ..มีโอกาสได้อ่านสัมภาษณ์ คุณพงศ์พัฒน์ ผู้กำกับ แกบอกว่าอยากให้หนังเรื่องนี้พูดถึงความรักที่แตกต่าง ไม่ใช่แค่ผู้หญิงรักผู้ชาย หรือคนรวยรักกับคนจน แต่อยากให้มันมีอะไรมากกว่านั้น...ซึ่งอะไรที่ว่าก็คงเป็นกำแพงรสนิยมทางเพศนี่ละกระมัง
    เมื่อใจของผู้กำกับอยากให้เราเห็นว่าความรักนั้นเกิดได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกเงื่อนไข หนังเรื่องนี้จึงไม่จำเป็นต้องใช้ตรรกะใดๆ ในการอธิบาย
    เพราะความรักมันเป็นเรื่อง subjective ของใครก็ของมัน
    หนังเรื่องนี้จึงไม่ได้พูดเรื่องการต่อสู้เพื่อสิทธิกะเทย หรือการอธิบายสาเหตุของการเป็นเพศที่สามอย่างหนักแน่น
    แต่บอกว่าเพศที่สามนี่ก็คนเหมือนกัน มีรัก มีสับสน ไม่ต่างกับเพศอื่น
    สำคัญอยู่ที่ว่า เราจะจัดการกับความรักอย่างไร
    - เลือกจะฝืนกระแสสังคม.. ช่างมันฉันไม่แคร์ ก็รักกัน แค่นั้นพอแล้ว
    - หรือเลือกจะทำความรักให้หล่นหาย.. ด้วยการตั้งใจไม่จำ ยอมรับสิ่งที่ควรจะเป็น

    ก็อย่างที่โปรโมทแหละค่ะ หนังรัก..ไม่ต้องคิดมาก ความรักชนะทุกสิ่ง
    (แม้ว่ามันจะไม่ใช่ตรรกะที่ใช้ได้ในโลกแห่งความเป็นจริงก็ตาม)

     --- ส่วนตัวแล้วคิดว่าเป็นหนังที่ดูสนุก ไม่ต้องคิดอะไรมาก
    ชีวิตนี้จะเอาสาระอะไรกันให้มากนักละคะคุณ
    ดูหนังเพื่อพักผ่อนดีกว่า...ที่คิดมาได้เท่านี้ก็เหนื่อยมากแล้ว ^^

    ปล. ขอยกอานิสงส์ความดีที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ให้ปิ๊น ที่เป็นคนชวนไปดู และคุณน้องกลาง ที่ร่วมคณะไปด้วยกัน ^^

     

    July 07

    คนดีๆ มีอีกแยะ

     
    วันนี้ (ศุกร์ที่ 6) ดิฉันขับรถชนค่ะคุณ...
    ครั้งล่าสุดเมื่อเกือบสามปีก่อน ตอนขับรถใหม่ๆ กันชนหลุด
    อุบัติเหตุที่เหลือเป็นการเฉี่ยวชนเล็กน้อยแบบไม่มีคู่กรณี
    (ก็มันเป็นถังขยะงี้ เสางี้ เรียกค่าเสียหายไม่ได้ซะหน่อย)
    หรือเป็นกรณียอมความ เนื่องจากไม่เกิดความเสียหายแก่ทั้งสองฝ่าย
     
    แต่วันนี้ค่ะคุณ ณ สี่แยกประปาแม้นศรี เวลา 08.15 น. ฝนตกปรอยๆ
    กะลังขับรถไปทำงาน ติดไฟแดงอยู่ เห็นเลนซ้ายว่าง อยากไป เลยเปิดไฟติ๊กต่อก
    หัวก็ค่อยๆ จิ้มไป ช้าๆ (ย้ำว่าช้าๆ ค่ะ)
    ทันใดนั้น! ก็มีพี่มอเตอร์ไซค์จากไหนไม่รู้ ชนกระจกหูช้างดิฉันดังพลั่ก...
    แล้วก็เหมือนภาพสโลวโมชั่นที่พี่มอเตอร์ไซค์คันนั้นค่อยๆ ถูกเหวี่ยงไปตามแรงเกี่ยว ถลาไปกับพื้นถนน
    กระจกมองหลังของมอไซค์แตกกระจาย พี่คนขับถลาไปกับรถอย่างแรงเลยทีเดียว
    สารพัดความคิดประเดประดังเข้ามาค่ะ
    1. เฮ้ย...ผิดเต็มๆ ว่ะ...ว่าแต่มันแรงขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย (อารมณ์งง มันไม่น่าจะแรงขนาดนั้นนี่หว่า)
    2. เฮ้ย...อย่าเป็นอะไรนะพี่ ลุกขึ้นมา ลุกขึ้นมาซี่.. (อารมณ์ลุ้น เกิดเค้าเป็นอะไรไปล่ะก็ซวยแหงๆ)
    3. เท่าไหร่วะเนี่ย (ค่าเสียหาย) ชิบโป๋งแล้ว ทั้งเนื้อทั้งตัวมีอยู่สองร้อยยี่สิบ เอทีเอ็มแถวนี้มีป่ะวะ (ตาก็มองหาไปด้วย แล้วพบว่า...ไม่มี)
    สามข้อนี้ดิฉันคิดภายในสามสิบวินาทีค่ะคุณ
     
    ไม่น่าเชื่อค่ะว่า สมองดิฉันจะมีกระบวนการคิดที่รวดเร็วถึงเพียงนี้
    พอพี่เค้าถลา (ขณะเดียวกับที่คิดสามข้อข้างต้น) ดิฉันจอดรถทันที เปิดไฟกระพริบ คว้ากระเป๋า ล๊อกรถ ลงไปช่วยเค้าพยุงมอเตอร์ไซค์ เก็บกุญแจที่ตกอยู่ที่พื้น
    เสร็จแล้วยกมือไหว้สวยๆ 
    ดิฉัน: ขอโทษจริงๆ ค่ะพี่ เป็นอะไรมากรึเปล่าคะ
    พี่มอไซค์: ทำหน้างงๆ คลำแขนป้อยๆ แล้วบอกว่า "ไม่เป็นไร"
    ดิฉัน: พี่ไม่เจ็บแน่นะคะ... เอ่อออ....แล้วค่ากระจกเท่าไหร่คะพี่
    พี่มอไซค์: "สามสิบบาทครับ"
    ดิฉัน: สมอง---> เฮ้ยย... เอาสามสิบเองเรอะ พี่บ้ารึเปล่าเนี่ย ไม่เจ็บตัวหน่อยเหรอ... พลางก็เปิดกระเป๋าสตางค์หยิบเงิน
            ปาก---> พี่คะ...ทั้งเนื้อทั้งตัวหนูมีสองร้อยยี่สิบเองอ่ะพี่ หนูให้พี่สองร้อยได้มั๊ย (คิดในใจว่า ตาย...สองร้อยนี่มันพอค่ายาทาเคล็ดขัดยอกป่ะเนี่ย)
    ด้วยความที่รถติดมากแล้ว (เพราะรถดิฉันจอดขวางอยู่) ดิฉันจังยกมือไหว้งามๆ อีกที "พี่คะ หนูขอโทษจริงๆ นะคะพี่"
    ระหว่างที่เดินกลับไปที่รถ ก็มีคุณตำรวจเดินมา ถามว่า "มีอะไรรึเปล่าครับ คุณ(พี่มอไซค์)เป็นอะไรรึเปล่า"
    พี่มอไซค์: ไม่เป็นอะไรครับ
    ดิฉัน: ไฟเขียวพอดี เลยต้องออกรถ
     
    เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนดีๆ ที่เค้าไม่เอาเรื่องเรา(ซึ่งผิดเต็มๆ)ก็มี แล้วก็มีคนไม่ฉวยโอกาสขูดรีดคนอื่นอยู่อีกนะเนี่ย
    ขอบคุณพี่มอไซค์นะคะ ที่ไม่เอาเรื่องหนู แล้วก็จะไม่เอาตังค์ด้วย หนูชื่นชมพี่มากเลยล่ะ

    --
    ดิฉันจึงขอเชิดชูเกียรติพี่มอไซค์คนนั้นไว้ ณ ที่นี้
     
     
     
    July 05

    10 Things You Must Do On Board Nippon Maru!!

     
    ใกล้ฤดูเรือเยาวชนแล้ว ไหนๆ ก็ต้องเขียนบทความให้สมาคมเรือฯ เพื่อเป็นการโปรโมทในหลายๆ ทางก็เลยเอามาแปะในนี้ให้ได้อ่านกันขำๆ
     
    Nippon Maru กับ 10 สิ่งไม่ควรพลาด...
     
    1. Grand Bath
     แม้ว่าในห้องพัก (ชาวเรือนิยมเรียกว่า cabin) จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันในพื้นที่ขนาดเท่าลูกแมวดิ้นตาย ตั้งแต่เตียงนอน (สามเตียง) ตู้เสื้อผ้า (สามตู้เช่นกัน) ทีวี (สามเครื่อง..เอ๊ย เครื่องเดียว ดูได้สามคน) เครื่องเล่นดีวีดี ตู้เย็น ห้องน้ำพร้อมฝักบัวและสุขภัณฑ์ชั้นเลิศก็ตาม อุปกรณ์ไฮโซสารพันต่างๆ ดังที่กล่าวมา หาได้ตอบสนองความต้องการในการออกมหาสมาคมของเหล่าเยาวชนผู้มีมนุษย์สัมพันธ์ดีได้ไม่...สมาคมแกรนด์บาธจึงได้อุบัติขึ้นอย่างเต็มภาคภูมิ

    Grand Bath คืออะไร... คุณๆ คงเคยสดับตรับฟังมาบ้างว่า แดนกิมจิ เอ๊ย..แดนปลาดิบนี้มีวัฒนธรรมอันเก๋เดิ้นมาแต่นมนานกาเล หนึ่งในนั้นก็คือ “การอาบน้ำรวม” ในอ่างน้ำร้อนขนาดใหญ่ เรื่องอาบน้ำรวมนี่ เยาวชนบางคนอาจจะกลัวไปล่วงหน้า ก็แหม วัฒนธรรมอันดีงามของเรานี่ก็ไม่เอื้ออำนวยต่อการนี้เอาซะเลย ก็ใครล่ะจะไปกล้าโชว์สัดส่วนทุกองคาพยพให้ใครต่อใครก็ไม่รู้ดู เลยกระอักกระอ่วน ไม่ยอมเข้าไปลองสัมผัส ในช่วงแรกของการเดินทางโล้สำเภานิปปอนมารู จึงมีแต่เยาวชนญี่ปุ่นที่เป็นสมาชิกถาวรของแกรนด์บาธ แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลังจากที่พวกเรา (เยาวชนไทย) สลัดความหนียมอาย ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกแล้ว จึงได้พบว่าแกรนด์บาธนี้หนา ช่างมีคุณประโยชน์เหลือเกิน ค่าที่ทำให้เรานอนหลับได้สบายอย่างไม่น่าเชื่อ เลือดลมไหลเวียนสะดวกโยธิน แถมอาการเมาเรือก็ไม่มารังควานใจ ผิวพรรณผ่องใส...ปิ๊งๆ..ปิ๊ง ทั้งยังจะเป็นโอกาสในการสมาคมกับเพื่อนๆ ต่างชาติต่างภาษาที่เข้ามาแช่น้ำในอ่างเดียวกันอีกด้วย ก็แหม นั่งอยู่ในอ่างเดียวกันตั้งสิบนาทีสิบห้านาที จะไม่เกิดบทสนทนาก็กระไรอยู่ แถมผู้นิยมแกรนด์บาธนี่ก็จะหน้าเดิมๆ แหละค่ะ เจอกันประจำ...พวกนี้ตอนกลางวันก็ไม่ค่อยจะเห็นหน้ากันหรอกนะคะ แต่พอตกค่ำนี่ไปคลาคล่ำกันทีแกรนด์บาธเลยทีเดียว

    อ่อ..อ่างน้ำร้อนที่ว่านี้เค้ามีไว้ให้แช่เฉยๆ นะคะคุณ อย่าเชียวนะคะ อย่าไปฟอกสบู่ ถูขี้ไคล ใช้ยาสระผมในอ่างให้เสียชื่อชาวสยามแดนอารยะเป็นอันขาด กรุณาชำระร่างกายให้สะอาดเสียก่อนตรงที่นั่งอาบหน้าฝักบัว จะลงไปแช่ตัวก็ต่อเมื่อเนื้อตัวสะอาดดีแล้ว แต่ก็มีบ้าง ที่เยาวชนผู้มีอารมณ์สุนทรีย์เกิดอยากจะแหวกว่ายไปมาในสระน้ำ พร้อมร้องเพลงที่ไม่มีใครเข้าใจไปพลางด้วย ซึ่งอันนี้ก็ต้องเผชิญกับสายตาประหวั่นพรั่นพรึงของเพื่อนร่วมอ่างเป็นการแลกเปลี่ยน
    ถ้าใครยังลังเลใจอยู่ละก็ ขอบอกเลยนะคะว่าไม่มีใครมานั่งพินิจพิจารณาสังขารของเราหรอกค่ะ ต่างคนก็ต่างจะมาอาบน้ำแช่ตัวกันให้สบายทั้งนั้นแหละ แล้วที่แกรนด์บาธเค้าก็จะมีผ้าขนหนูผืนเล็กๆ ให้ ใครจะเอาไว้ใช้ขัดตัว เช็ดหน้า หรือจะเอาไปปิดบังอะไรก็ตามแต่ใจสะดวก ...ถึงอย่างนี้ก็เถอะ สำหรับบางคน กว่าจะกล้าเข้ามาร่วมวงศ์ไพบูลย์กันก็ปาเข้าไปครึ่งโครงการ เรือใกล้จะเกยฝั่ง ไอ้ครั้นจะมาติดใจก็สายไปเสียแล้ว ทำให้เกิดเสียงบ่นกระปอดกระแปดว่าพลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย... สาธยายสรรพคุณกันมาขนาดนี้แล้ว ก็ขอย้ำอีกทีนะคะว่าแกรนด์บาธนี่พลาดไม่ได้จริงๆ ลองดูสักครั้งเถอะ แล้วคุณจะติดใจ..ไหนๆ ก็มาแล้วนี่นา.. แล้วอย่ามาหาว่าไม่บอกล่ะ!
     
    2. Dining Room
     คุณผู้อ่านคงสงสัยใช่ไหมคะว่า กะแค่ห้องอาหารนี่ จะมีอะไรนักหนา...ลำพังห้องอาหารน่ะไม่เท่าไหร่หรอกค่ะ ที่น่าจับตาคืออาหารที่เค้าจัดมาให้ต่างหากล่ะคะ!

     ชีวิตบนเรือนั้นจะให้ครบถ้วนสมบูรณ์ก็ต้องนอนหลับ และกินอิ่ม นอนนั้นหลับแน่ ถ้าไม่มัวไปมีกิจกรรมนอกเวลาภาคค่ำประเภทต่างๆ ส่วนเรื่องกินนั้นหรือก็สบายบรื๋อค่ะ เพราะเป็นหน้าที่ของเหล่าลูกเรือในห้องครัว ที่จะจัดเตรียมอาหารให้เราครบทั้งสามมื้อ โดยนอกจากจะครบห้าหมู่แล้ว ยังกล่าวได้ว่าครบทุกสปีชีส์อีกด้วย

     วันดีคืนดี พ่อครัวนึกครึ้มอกครึ้มใจทำอาหารพิเศษ ก่อนจ้วงตักไม่ต้องตกใจไปค่ะ ไม่ว่ามันจะเขียนว่า “Goat”, “Deer”, “Ostrich” หรือแม้แต่ “Crocodile”...ขอให้บรรจงตักขึ้นมาเถอะค่ะ สวมวิญญาณพรานป่าแห่งหิมพานต์ เอาส้อมจิ้มสารพัดสิ่งมีชีวิตใส่จาน เพื่อเพิ่มรสชาดก็เหยาะเครื่องปรุงตามแต่จะมี โอกาสอย่างนี้หาได้ง่ายเสียที่ไหนเล่า... สำหรับผู้ไม่มีปัญหาติดขัดเรื่องรับประทานอาหาร ขอให้คิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ลองอะไรแปลกๆ อย่างน้อยก็เอาไว้โม้ให้ชาวบ้านฟังได้ แม้ว่าเค้าจะเอาเนื้ออีน่ากัว เอ๊ย..อิกัวน่า มังกรโคโมโด หรือเนื้อแพนดาช่วงช่วงหลินฮุ่ยมาให้กิน ก็คิดซะว่าชิมเอามันส์ละกันนะคะ… ความเจ็บป่วยจากการกินไม่เป็นอุปสรรคค่ะคุณ ที่ชั้นหนึ่งมีโรงพยาบาลพร้อมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รับรองว่าช่วยชีวิตได้ทันท่วงทีค่ะ! เมื่อสบโอกาสขึ้นเรือทั้งทีแล้ว ก็สมควรที่จะได้เพิ่มพูนประสบการณ์การรับประทานให้แก่กล้ายิ่งขึ้น จริงไหมล่ะคะ!
     
    3. International มาม่าปาร์ตี้
     การขึ้นเรือของพวกเราเหล่าเยาวชนนี้นั้น ก็เป็นที่ทราบกันดีว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรรมอันดีงามที่มีความแตกต่างหลากหลาย แน่นอนค่ะ การรับประทานก็เป็นวัฒนธรรมประเภทหนึ่ง แต่แหม..ครั้นอยู่บนเรือจะให้ต้มผัดแกงทอด...หอมอร่อยในพริบตา ก็ออกจะยากลำบากมิใช่น้อย ไหนๆ เราก็มีอาหารไทยประทังหิวชนิดกึ่งสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน รสชาดมาตรฐานไทยแท้อยู่ในมือแล้ว อีกทั้งยังมีเหลือเฟือ (แปลว่าเริ่มกินไปจนเบื่อแล้ว) จึงน่าจะนำมาใช้เป็นอุปกรณ์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเสียหน่อยจะดีกว่า

     อาหารไทยประทังหิวชนิดกึ่งสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน ก็คือมาม่านั่นแหละค่ะ เรียกให้มันสวยหรูไปอย่างนั้นเอง สำรับมาม่าบ้านเราเนี่ย หลายๆ คนคงจะเคยลิ้มชิมสารพัดยี่ห้อมาแล้ว ซึ่งก็ถือว่าใช้ได้ สามารถใช้เป็น reference อ้างอิงรสชาดอาหารไทยได้หลายประเภท ไม่ว่าจะเบสิกพื้นฐานอย่าง ต้มยำกุ้ง หมูสับ ต้มยำหมูสับ ต้มโคล้ง เรื่อยไปจนถึง ผัดขี้เมา เย็นตาโฟ หมูน้ำตก หรือแม้แต่เป็ดพะโล้ก็ตาม (ไม่น่าเชื่อว่ากะแค่บะหมี่และผงชูรสจะสร้างจินตนาการบรรเจิดได้ถึงเพียงนั้น) ก็เล็งเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการกิน อีกทั้งจะเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ไปชิมมาม่าของชาติอื่นด้วย เพื่อจะได้ลิ้มรสชาดแปลกๆ ใหม่ๆ ว่าอร่อยมากน้อยแค่ไหน ถูกปากผู้บริโภคชาวไทยหรือไม่ ถือเป็นการสำรวจตลาดไปด้วยในตัว...เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกเป็นโหลเลยล่ะค่ะงานนี้

    และเท่าที่เห็นผ่านสายตา พี่ไทยเรานี่แหละที่มีมาม่าสารพัดรสชาดแซ่บอีหลีกว่าใครเขาเพื่อน ถึงขั้นว่ามาม่ารสต้มยำกุ้งนี่สามารถเอาไปให้พ่อครัวที่ Dining Room ใช้เป็นรสชาดอ้างอิงได้เลยทีเดียว เพื่อนต่างชาติก็กรี๊ดสลบ รับประทานด้วยความเอร็ดอร่อยปานประหนึ่งอาหารชั้นเลิศ....งานนี้ พี่ไทยก็ได้หน้าไปตามระเบียบ แถมยังอิ่มท้องเพราะไปชิมของชาวบ้านเค้ามาอีกด้วย....มีแต่ได้กับได้ค่ะ
     
    4. เรียนภาษาฮาเฮ
     มีโอกาสโล้สำเภานิปปอนมารูทั้งที บวกกับมีเพื่อนต่างด้าว เอ๊ย..ต่างชาติอีกตั้งสิบประเทศ จะละทิ้งโอกาสอันงามที่จะได้เรียนภาษาฟรีๆ จากเจ้าของภาษาก็กระไรอยู่ แต่เป็นศิษย์มีครูทั้งที จะให้เรียนคำศัพท์พื้นฐานเบสิกก็กระไรอยู่ เราจึงได้ดำริให้มีการเรียนการสอนหลักสูตรภาษาขั้นแอดวานซ์ แบบอินเทนซีฟคอร์ส หกอาทิตย์พูดปร๋อกันขึ้น

     วัตถุประสงค์ของการเรียนภาษาขั้นแอดวานซ์นี้ มีได้หลากหลาย ตามความประสงค์ของศิษยานุศิษย์และครู (เถื่อน) ตั้งแต่บทสนทนาประเภทรักลึกซึ้งโรแมนติก เอาไว้จีบสาวจีบหนุ่ม เป็นต้นว่า “ฉันจะรักเธอจนวันสุดท้าย (ของโครงการ)”, “เธอสวยเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ”, “ความรักของเราเหมือนลิขิตสวรรค์” (...แหวะ), “ขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้เราได้มาพบกัน (และจะได้พรากจากกันในเร็วๆ นี้)” ทั้งนี้ การสอนภาษาดังกล่าวไม่รับรองผลการนำไปปฏิบัติแต่อย่างใด...ถูกอีกฝ่ายเค้าด่าเปิงกลับมาก็ตัวใครตัวมันนะคะ

     ต่อมาก็เป็นพวกกลางๆ อันนี้โดยมากจะอยากรู้คำศัพท์ทั่วไป เพื่อไปใช้ดำรงชีพในประเทศที่เรือจอด เป็นต้นว่า สวัสดี ขอบคุณ ไม่เป็นไร ลาก่อน หิว หรือว่า หลงทาง ฯลฯ อะไรอย่างนี้ก็ว่าไป อย่างเช่น เวลาอยู่ในประเทศมุสลิม ใครไม่กินเนื้อก็ต้องรู้คำว่าไก่ ไปไหนก็จะได้มีกิน สามวันกินไก่มันตลอดแหละ ...โฮสแฟมิลี่ถามจะกินอะไร ไอ้คนตอบก็กินอะยัมตลอด เอะอะก็อะยัมไรซ์ อะยัมไรซ์  …กลับขึ้นเรือก็ขันได้พอดี ก็มันไม่รู้จักอย่างอื่นนี่...

    ประเภทสุดท้ายนี่จัดเป็นพวกฮาร์ดคอร์หน่อย อันนี้จะเป็นอีกแนวนึงไปเลย พวกนี้ก็จะไปสรรหาสารพัดคำศัพท์มาให้เหล่าครูกิตติมศักดิ์แปล อาทิ คำว่า “ตด” ในภาษาตากาล๊อก, คำว่า “ยาดม” ในภาษาพม่า, คำว่า “หน้ามัน” ภาษาเวียดนามเรียกว่าอะไร, คำว่า “หัวเถิก” ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าอะไร พอได้คำตอบแล้วก็จะเอาไปท่องจำด้วยความสนุกสนานอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งก็อย่าไปเอาสาระอะไรกะกลุ่มนี้มาก พอให้ได้ตลกไปวันๆ ก็พอใจแล้ว
     
    ----
    ตอนนี้เอาไป 4 ข้อก่อน อีก 6 ข้อ อยู่ระหว่างรอส่วนของพี่แอนนี่ เดี๋ยวเอามาลงให้ได้อ่านกันในโอกาสต่อไปค่ะ