Ploy's profileคุณพลอยPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    June 22

    สมุดมรณะ

     
    วันก่อนเดียร์เอาหนังเรื่อง "Death Note" มาดูที่บ้านทีเดียวสองภาครวดท่ามกลางการอนุโมทนาของพี่และน้อง
    ด้วยว่าเราทั้งสามคนต่างเป็นแฟนเหนียวหนับของการ์ตูนเรื่องนี้
    ภาษาไทยชื่อเก๋ไก๋มาก ภาคแรกชื่อ Death Note สมุดโน๊ตกระชากวิญญาณ 
    ส่วนภาคสองชื่อว่า Deate Note อวสานสมุดมรณะ (อาจจะกลัวไม่รู้ว่ามีแค่สองภาค เลยต้องใส่คำว่าอวสานลงไปหน่อย)
     
    ตอนแรกที่รู้จักเรื่องนี้ คือแป๊ะเอาการ์ตูนมาอ่านที่บ้าน
    คำนิยมของมันก็คือ "อ่านดิ โคดจะมันส์อ่ะ"
    ถามกลับไปว่าการ์ตูนอะไร แล้วมันสนุกยังไง
    คำขยายความของนักศึกษาวิชาสังคมศาสตร์ปีสามก็คือ "เนี่ยก็มีสมุดใช่ป่ะ เขียนชื่อใครคนนั้นก็ตายไง สนุกจะตาย"
    ได้ฟังแล้วก็ทำหน้าพิกล ตามประสาพี่น้องที่รักกันมากก็ต้องหยอดคำหวานกันเล็กน้อย "ไอ้บ้า มันจะไปสนุกตรงไหนวะเนี่ย การ์ตูนเพ้อเจ้อ"
    แต่เห็นสองคนอ่านกันเอาเป็นเอาตาย ต่อมอยากรู้ก็เริ่มทำงานละ
    ก็เอาเป็นว่าอ่านเองเลยละกัน..
     
    อ่านแล้วก็แหม...สนุกนิ
    การ์ตูนบ้าอะไรไม่รู้ หักเหลี่ยมเฉือนคม อัจฉริยะเฉือนอัจฉริยะ
    สามคนพี่น้องเห็นพ้องกันว่า ฝ่ายคิระก็ฉลาดเป็นกรด ฝ่ายตำรวจก็เก่งเหลือใจ แต่ที่เก่งที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นคนเขียน
    สมุดเขียนชื่อใครก็ตายแค่นี้ ยังนึกอยู่ว่ามันจะเขียนได้ไงเป็นการ์ตูนชุดนับสิบๆ เล่ม
    แหม ต้องสรรเสริญกันหน่อยว่าคุณคนเขียนนี่แกเจ๋งจริง คิดได้เป็นคุ้งเป็นแคว
    อ่านไปอ่านมาก็พาลนึกเล่นๆ ว่าถ้าไอ้สมุดต้นเรื่องนี่มันมีอยู่จริงจะทำยังไง
     
    พอเอามาทำเป็นหนังก็สนุกมาก จริงๆ คิดว่าสนุกกว่าการ์ตูนอีก
    นอกจากตัวแสดงจะแกะออกมาเหมือนกับคาแรคเตอร์ในการ์ตูนเป๊ะๆ แล้ว
    ผู้กำกับยังสามารถขมวดปมให้หนังดูสนุก น่าติดตาม แล้วก็ดูรู้เรื่อง
    ตอนจบก็ได้ใจ ไม่เหมือนในการ์ตูน ที่ออกจะเลอะเทอะไปหน่อยในตอนท้าย
    เข้าใจว่าขายดี เลยต้องยืดเรื่องออกไปหน่อย (แหม ทำเป็นละครช่อง 7 ไปได้)
     
    แก่นความคิดหลักของหนังกับการ์ตูนยังคงอยู่ที่ประเด็นเดียวกัน
    คือ เมื่อเรามีอำนาจ เราจะใช้อำนาจนั้นอย่างไร และอำนาจที่มากเกินไปก็ยวนใจให้นำไปใช้ในทางที่ผิด
    ส่วนตัวรู้สึกด้วยว่า Death Note พยายามจะบอกว่าการให้คำจำกัดความ (Identify) "ความดี" กับ "ความชั่ว" เป็นเรื่องความเห็นส่วนบุคคล คือมีลักษณะแบบ Subjective Opinion โดยสังเกตได้จากกลุ่มคนที่แสดงความเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับคิระ
    กลุ่มแรก (ส่วนใหญ่มักเป็นผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือตกเป็นเหยื่อของการกระทำที่ผิดกฎหมาย) เห็นว่าการกำจัดอาชญากรด้วยการทำให้เสียชีวิตโดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายเป็นเรื่องสามารถกระทำได้ ไม่ผิด และยังส่งผลให้สังคมดีขึ้นอันเนื่องมาจากความหวาดกลัวที่จะทำความชั่ว (เพราะคิระจะส่งไปลงนรก)
    ในขณะที่กลุ่มที่สองซึ่งก็คือประชาชนบางส่วนและกลุ่มตำรวจสุดเท่ห์ รวมไปถึงกลุ่มคนดีบ้างไม่ดีบ้าง (กลุ่มผู้เคยทำชั่ว และกลัวกรรมจะตามทัน) เห็นว่าการฆ่าคนโดยไม่ฟังอีร้าค่าอีรมของคิระเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ไม่ต่างอะไรกับการตั้งตนเป็นศาลเตี้ย หรือเป็นอาชญากรเสียเอง (แม้ว่าหนังพยายามจะบอกว่าไอ้คนที่ถูกทำให้ตายนี่มันชั่วมากก็ตาม)
    ความคิดของคนสองกลุ่มนี้ถือเป็นการให้คำจำกัดความของความดีและความชั่วที่แตกต่างกัน กลุ่มแรกดูเหมือนจะเห็นว่าการวัดว่าการกระทำใดๆ จะเรียกว่า "ดี" หรือ "ชั่ว" ได้นั้น ขึ้นอยู่กับ เจตนา ของผู้กระทำเป็นสำคัญ ต่างจากกลุ่มที่สองที่พยายามจะชี้ให้เห็นว่า การกระทำ นั่นแหละที่เป็นเครื่องบอกว่า "ดี" หรือ "ชั่ว" ไม่ว่าจะมีเจตนาอย่างไรก็ตาม
     
    ทั้งหนังและการ์ตูนนอกจากจะทำให้เห็นถึงความสามารถของนักเขียน (ที่คิดเรื่องได้หักเหลี่ยมเฉือนคม) ผู้กำกับ (สื่อสารออกมาเป็นหนังได้สนุกไม่แพ้การ์ตูน แถมยังเสนอตอนจบที่สุดยอดมาก) และเหล่านักแสดง (ที่ทำให้นึกว่าเดินออกมาจากหนังสือการ์ตูน) ยังพยายามจะทำให้คนดู คนอ่าน "คิด" ด้วยการแทนที่ตัวเองเข้ากับตัวละคร และเย้ายวนให้คิดว่า...
     
    ...ถ้ามี Death Note คุณจะใช้มันทำอะไร??
     
     
     
     
     
    June 18

    ไม่รักแต่คิดถึง

     
    Artist: เฉลียง
    Album: N/A (แปลว่าจำไม่ได้ว่าอยู่อัลบัมไหน..เอิ๊กก)
    Song Title: ไม่รักแต่คิดถึง
     
     
    ชีวิตบางช่วงที่เกี่ยวกัน เราได้แลกเปลี่ยนซึ่งความฝัน
    หลายครั้งหลายหน... หัวใจไม่ตรงกัน แต่รู้กันต่างคนมีน้ำใจ
    เธอไม่ต้องนวลอย่างดวงจันทร์ และฉันไม่ใช่ดวงตะวันฉาย
    เราเพียงเป็นคน คบกันตามสบาย เมื่อร้างไกลห่วงใยก็แล้วกัน
    * ไม่สำคัญ...ว่าเธอมีใคร ไม่ใช่กงการอะไรของฉัน
    ไม่สนใจเมื่อเธอสุขสันต์ ขอรู้เพียงวันที่เธอไม่มีใคร
    ยังไม่ประคองถ้าเธอล้ม ถ้าเธอลุกขึ้นยืนได้เองไหว
    ขอรู้....ขอเห็นว่าเธอเดินเองได้ จะขอมองดูไกลๆ อย่างชื่นชม
    ---
    ไม่สำคัญ....ว่าเธอมีใคร ไม่ใช่กงการอะไรของฉัน
    ต่างหนทางของต่างเรานั้น ถึงแม้ว่าเราจะไกลซักเพียงไหน
    ไม่รักแต่คิดถึง ไม่รักแต่คิดถึง
    ไม่รักแต่คิดถึง ไม่รักแต่คิดถึง...
     
    ------------
    ไม่เคยเอาเพลงใส่บล๊อกมาก่อน..วันนี้เป็นมิติใหม่
    --
    พักนี้ได้ยินเพลงนี้บ่อย คาดว่าเพราะโปรโมทงานประจำปีคณะถาปัด
    นัยว่าเพื่อให้ขายบัตรได้แยะๆ จึงต้องออกทีวีให้คนรู้กันทั่ว
    ตอนแรกแอบงงเล็กน้อย..ไหนเค้าว่าจะไม่มีคอนเสิร์ตของเฉลียงแล้วไง
    พอดูทีวีเมื่อคืนจึงถึงบางอ้อ
    คุณนิติพงศ์ (อันที่จริงคนทั่วไปเรียกว่าพี่ดี้ แต่ด้วยมิได้เป็นญาติฝ่ายใดกับเขา ทั้งไม่ได้เป็นบุคคลในวงการเพลงอันจะสามารถนับความหนิดหนมเป็นพี่เชื้อได้ จึงขอเรียกว่าคุณนิติพงศ์ ให้สมกับที่รู้จักกันเป็นการส่วนรวม) บอกว่าตอนแรกมีดำริจะตั้งชื่อว่า "เฉลียงตระบัดสัตย์ เพื่อถาปัดจุฬา" จึงจะช่วยแก้ความข้องใจกับคำที่เอ่ยไปเมื่อตอนคอนเสิร์ตปี 43
     
    จำได้ว่าคอนเสิร์ตครั้งนั้น ดิฉันได้บัตรรอบซ้อมใหญ่ อันเป็นอภินันทนาการจากชุมนุมคนรักเฉลียงบนโลกไซเบอร์ ให้ตบตีแย่งชิงกันเอา
    แต่เกิดเหตุอันใดจำไม่ได้ จึงจำเป็นต้องสละสิทธิ์ไป...สรุปง่ายๆ ว่า "อดดู" แต่ฟ้ายังปราณีให้ได้ซีดีบันทึกการแสดงมาครอบครอง..ค่อยยังชั่ว
     
    คอนเสิร์ตปีนี้ก็เอาอีกละ เจ้าจำปีใจดีอุตสาห์ให้เอาไมล์สะสมไปแลกบัตรฟรีได้ ใบละตั้งสองพัน...แต่ก็สายไปละ เดือนก่อนอัญชลีไปการบินไทยหลานหลวง เกิดผีสิงอะไรไม่ทราบได้ เอาไมล์สะสมที่มีเหลือน้อยนิดไปแลกกระเป๋าเดินทาง ซึ่งก็ไม่รู้จะแลกไปทำไม พอเอากลับมาบ้านก็ยิ่งไร้ประโยชน์เข้าไปใหญ่ ค่าที่มันมีอยู่แล้วตั้งหลายใบ ยังจะบ้าไปแลกมาอีก...ไมล์สะสมจึงไม่เพียงพอแก่การเอาไปแลกบัตรคอนเสิร์ต 2 ใบ...
    หลายคนคงถามว่าทำไมไม่ซื้อ...แหม...คือถ้าไม่ดูก็ไม่ตาย แต่ถ้าได้บัตรฟรีก็ดีไป..ทำนองนี้
    ดิฉันดูคอนเสิร์ตผ่านซีดีได้ ไม่ถือเป็นเรื่องอัปยศ..
     
    เฉลียงกับดิฉันนับว่ามีความหนิดหนมกันผ่านเสียงดนตรีและนัยความคิดตั้งแต่แตกตัวเป็นวัยรุ่น
    แม้เฉลียงจะเลิกราหลังจากที่ดิฉันลืมตาดูโลกได้ไม่นาน..
    ก็อย่างว่าแหละค่ะคุณ..รู้จักกันเป็นการส่วนรวม
     
    เพลงนี้เป็นเพลงโปรดลำดับต้นๆ...ราวกับมานั่งอยู่กลางใจ
    ฟังแล้วนึกถึงผองเพื่อนทั้งหลายแหล่ ที่ฟ้าบัญชาให้มาพบกัน
    ประหนึ่งเป็นพวกรักหลบซ่อน..หรือไม่ก็รักนะแต่ไม่แสดงออก
    ..ไม่รู้ว่าขี้เกียจพูดหรือว่าเป็นใบ้
     
    ขอไม่รักได้ไหม...แต่คิดถึงสุดหัวใจ..เชื่อเหอะ!!
     
     
     
    June 14

    รับปริญญาละค้าาาา...

     
    เสาร์ที่ 30 มิ.ย. นี้ ถ่ายรูปรับปริญญา 10.00-14.00 น.
    รับจริง 13 ก.ค. เข้าหอประชุมตอนเช้า ถ่ายรูปได้ตอนบ่าย
    แต่ไม่แนะนำให้มาวันจริง เพราะร้อน คนเยอะ แถมบัณฑิตขี้เกียจอยู่นาน
    มาไม่เจอจะเสียเที่ยวได้
    อย่างไรขอเชิญวันเสาร์ที่ 30 จะเวิ้กกว่า
    ถ้าว่างขอเชิญทุกท่านนะค้าาา..
    ปล. ของขวัญไม่เอา มาแต่ตัวก็ซึ้งแล้วว
     
     
    June 03

    ไวเหมือนโกหก..

     
    วันเกิดอีกแล้วอ่ะ...
    ทำไมมันเร็วยังงี้....
     
    รู้สึกเหมือนที่กอล์ฟเคยบอกตอนที่ตัวเองอายุครบ 25..
    "... จำได้ว่าตอนอายุ 12 ชั้นเคยคิดว่าผู้หญิงอายุ 25 นี่ช่างดูแก่เสียนี่กระไร เธอพร้อมจะมีหน้าที่การงานที่ดี มีรถ มีบ้าน มีครอบครัวเป็นของตัวเอง.."
    แต่ตอนนี้ชั้นอายุ 25 แล้ววว..ไม่น่าเชื่อเลย (-_-") แต่ชั้นยังไม่มีและไม่เป็นเหมือนที่กล่าวมาข้างต้นเลยแม้แต่ข้อเดียว (อ่อ..ยกเว้นเรื่องงานน่ะนะ) อย่าว่าแต่ครอบครัวเลย แฟนก็ยังไม่มี และไม่มีทีท่าว่าจะมีในเวลาอันใกล้นี้ บ้านก็อยู่กะพ่อแม่ รถก็ของพ่อแม่อีก ชีวิตวันๆ นึงก็ไปทำงาน เล่นกับเพื่อน แชท เล่นเกมคอมพิวเตอร์ ดูละครน้ำเน่าหลังข่าว เชียร์อะคาเดมี ...ซึ่งดูเพลินๆ ก็ถือว่ามีความสุขดีถึงดีมาก แต่เมื่อคิดถึงอายุแล้ว... นี่ชั้นอายุ 25 แล้วเรอะ!
    ...แม้จะพยายามคิดว่า ไม่เป็นไร อีกตั้งห้าปีแน่ะกว่าจะสามสิบ...แต่เอ๊ะ ตอน 20 เราก็คิดอย่างนี้นี่หว่า
    ไม่ได้การละ...อีกแค่ 5 ปีก็สามสิบแล้วเหรอเนี่ย....โอ้วววว
     
    ทำไมเวลามันผ่านไปเร็วอย่างงี้เนี่ยยยย....
     
    ปล. เข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมถึงชอบมีคนบอกว่าหยุดอายุตัวเองไว้ที่ 18 ตลอดเวลา..