Ploy's profileคุณพลอยPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    April 14

    Elementary Reunion

    อ่ะๆ... จั่วหัวอย่างนี้จะอะไรซะอีก
    เลี้ยงรุ่นค่าคู้นนนน....
     
    คุณอาจจะคิดว่า "อาร้าาย...ชาวบ้านเค้าก็เลี้ยงรุ่นกันได้ทั่วไป ทุกเดือนทุกปี ไม่เห็นจะมีอะไรแปลกใหม่"
    มันก็ไม่แปลกหรอกค่ะ ไอ้การเลี้ยงรุ่นนี่น่ะ..
    แต่ที่แปลกก็คือ มันเป็นการเลี้ยงรุ่น "โรงเรียนประถม" ต่างหาก อุวะฮ่ะฮ่าาาา...
     
    คุณคงจะแอบคิดล่ะสินะคะว่า จะบ้าเรอะ อายุเลยวัยเบญจเพสแล้วยังมีเพื่อนประถมคบอยู่อีกเรอะ
     
    เอ่อ...อันที่จริงก็ไม่ได้คบกันมานานแล้วอ่ะนะฮ้าาา เพียงแต่ว่ามันบังเอิญเป็นวันเกิด (เกิดอยากจะเจอกัน) มันก็แค่นั้น
    งานนี้เป็นการเลี้ยงรุ่นเพื่อนประถมอย่างเป็นทางการครั้งที่ 2 หลังจากประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามจากครั้งแรก และมีเสียงเรียกร้องให้จัดอีก ...
    งานนี้ต้องขอบคุณ ปิ ติ๊บ และปอ ในการลงแขก.. เอ๊ย ลงแรงร่วมกันเป็นพ่องานแม่งานตั้งแต่ครั้งแรก ทำให้มันต้องจัดอีกในครั้งที่สอง (อยากจัดดีเองนี่หว่า 555)
    ครั้งแรกนั้นอิฉันไม่ได้ไป เพราะมิใยที่พยายามจะบอกเพื่อนว่า ช่วยจัดในเมือง ช่วยจัดในเมือง ไม่ทราบว่าอิฉันไม่มีความสามารถในการสื่อความหมาย หรือว่าบ้านอิฉัน (เจือก) ไกลเอง "ในเมือง" ของมัน (ไอ้คนจัด) คือโน่น ประมาณว่าจะดอนเมืองอยู่ละ
    ดิฉันคิดว่า "ในเมือง" แปลว่า "รถไฟฟ้าไปถึงได้" ซะอีก ก็เลยปฏิเสธไม่ไปงานนั้น เพราะว่า "ไปไม่ถูก" sense of directions ของอะฮั้นก็ยิ่งห่วยๆ อยู่ เดี๋ยวเกิดขับรถเลยไปสิกขิมภูฐาน ถวายบังคมเพคะเจ้าชายจิกมี่ล่ะก็จะแย่เอา ก็เลยไม่ไปดีกว่า ด้วยเหตุผลโง่ๆ ซะงี้แหละ
     
    แต่นี่... พอไม่ไปแล้วก็เกิดจะอิจฉา ยิ่งเนยมันเอารูปคนนั้นคนนี้ที่ถ่ายวันเลี้ยงกันมาอวดให้ดู (และให้ทาย) แล้ว ต่อมอยากมีส่วนร่วมก็หลั่งสารออกมาทันที (เพราะว่าทายไม่ถูกเลย ว่าใครเป็นใครบ้าง เลยอยากไปเจอตัวจริง...เผื่อเนยมันหลอก 555) อิฉันก็เลยไปยุให้พ่องานจัดอีกที และนัยว่าก็มีคนนั้นคนนี้อยากให้จัดอีก ปิ ติ๊บ และปอ ก็เลยร่วมลงแขก เอ๊ย ลงแรง กันอีกที
     
    ................
    2 เดือนก่อนวันเลี้ยงรุ่น
     
    ปิรวบรวมอีเมลเพื่อนๆ (ได้ขโยงใหญ่) แจ้งว่าได้เวลาแล้วที่พวกเราจะต้องมาเจอกันอีกที หลังจากมีคนเรียกร้องให้จัดจนมันขี้เกียจฟัง (เหตุผลหลังชั้นเติมให้นะปิ ชั้นว่าแกต้องขี้เกียจฟังแน่ๆ เลยจัดให้มันรู้แล้วรู้รอดไป 555 )
    คราวนี้รับประกันว่าจัด "ในเมือง" แน่ๆ เนื่องจากร้านอยู่ห่างจากโรงเรียนเก่าแค่สองป้ายรถเมล์ ไม่ควรมีข้ออ้างว่าจะไปไม่ถูก แถมมันยังกำชับกำชาด้วยว่า นี่คือจัดในเมืองตามที่มีคนเรียกร้องแล้ว และถ้า"ไอ้พวกเชี่ยนี่" (ขอ quote มาจากปิ) คือไอ้พวกที่เรียกร้องให้จัดในเมืองนี่ไม่มา มันก็จะด่าให้
     
    อิฉันก็ตะหงิดๆ อยู่ว่า ตัวเองจะจัดอยู่ในกลุ่ม "ไอ้พวกเชี่ยนี่" ด้วยหรือไม่
    ก็เลยรีบยกมือตกลงใจไปคนแรก ไอ้ถูกมันด่าล่ะก็ไม่กลัวเท่าไหร่ แต่ถ้ากลายเป็นตัวกินไก่ไปเห็นทีจะไม่งาม (ใช่ป่ะวะไก่...อ้าววว ไก่มาเกี่ยวไรด้วยเนี่ย)
     
    และระหว่างสองเดือนนั้นเอง
    อีเมลของทุกคนที่อยู่ใน list ก็จะได้รับอีเมลทั้งที่มีสาระ (ในการนัดหมาย) และไม่มีสาระ (เชือดเฉือนคารมกันไปมา) ในหมู่พวกเรา จน mailbox สามารถเต็มได้ภายในสามวันเจ็ดวัน ถ้าไม่รีบเช็ค เรื่องก็เรื่องก็เช่น ขนุนผู้มั่นใจในความจำของตัวเองมาก ก็ช่วยส่ง list ชื่อเพื่อนๆ ที่จะไปร่วม โดยหนึ่งในนั้นมี "เตย ดาราวรรณ สมบัติมงคล" ซึ่งเป็นคนเดียวที่ขนุนเขียนทั้งชื่อและนามสกุล นัยว่าจำได้แม่นมาก แต่อีเมลส่งไปได้ยังไม่ทันถึงข้ามวัน เตย ดาราวรรณตัวจริง ก็พิมพ์ส่งกลับมาทำนองว่าขอบคุณที่จำได้ น่าเสียดายที่ยังไม่คิดจะเปลี่ยนนามสกุลเร็วๆ นี้ เพราะจริงๆแล้วนามสกุลชั้นคือ "สมบัติทวี" (โว้ย) ..... เรียกว่าอีเมวที่ส่งกันไปมานี่ช่วยเรียกน้ำย่อยได้มากเลยทีเดียว .....โอ้ว ไม่น่าเชื่อเลยว่าพวกเราจะตื่นเต้นกันถึงเพียงนี้
     
    ----------------
    ก่อนวันนัดจริง 1 วัน
    แจน วาจิศ ส่งรูปที่ร้านมาให้ดู ประมาณว่าได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่อง "ชัตเตอร์"
    อาจเป็นเพราะไม่มีใครอยากเป็นนักแสดงนำหนังเรื่องนั้นในภาคต่อไป
    จึงเป็นที่น่าเสียดายว่าไม่มีใครตอบอีเมลนี้เลย
     
    -----------------
    วันนัดจริงขอเขียนอีกที นี่ยาวมากแล้ว ขอกั๊กไว้หน่อย เดี๋ยวมาเล่าต่อค่ะ ยิ้มแฉ่ง
     
     
     
     
     
     
    April 07

    หนังไม่เศร้า..แต่เค้าร้องไห้อ่ะ (ฮือๆ)

     
    คุณร้องไห้ด้วยความสุขครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่คะ
     
    ถ้านานจนนึกไม่ออก
    ลองหาหนังเรื่องนี้มาดูดีกว่า
    "Always: Sunset on Third Street"

    เป็นหนังดูง่าย ดูได้เพลินๆ แต่เอาเข้าจริง เล่นเอาน้ำตาไหลพรากไม่รู้ตัว
    บางคนเค้าว่าหนังเรื่องนี้น้ำเน่า
    ก็ดีค่ะ..ยอมรับกันซึ่งๆ หน้าเลยก็ดี (ฮา)
     
    เรื่องนี้เป็นหนังญี่ปุ่นย้อนยุค สมมุตินามตามท้องเรื่องว่าอยู่ในปี 1950
    เพิ่งหมดสงครามได้ไม่กี่ปี
    ญี่ปุ่นกำลังลุกขึ้นยืนใหม่อีกครั้ง พร้อมๆ กับหอคอยโตเกียวที่กำลังสร้างขึ้น
    หนังเล่าเรื่องราวของผู้คนบนถนนสายที่สามของกรุงโตเกียว
    ผู้คนที่ต่างมีความฝัน และยิ่งไปกว่านั้น คือพยายามทำมันให้เป็นจริงด้วยสองมือเล็กๆ
     
    ซูซุกิซัง.. เจ้าของ "ซูซุกิออโต้" แม้ภายนอกมันจะมีสภาพไม่ต่างจากอู่ซ่อมรถ แต่จริงๆแล้วมันเต็มไปด้วยความฝันที่ยิ่งใหญ่ของเจ้าของ ที่หวังจะเห็นมันเป็นบริษัทยานยนต์ชั้นนำของญี่ปุ่น "ถ้าเราคิดว่ามันเป็นแค่อู่ซ่อมรถ...มันก็จะเป็นอย่างนั้นตลอดไป"
     
    โรขุจัง.. สาวน้อยต่างจังหวัด ผู้ใฝ่ฝันจะได้ทำงานในบริษัทใหญ่โต แม้เอาเข้าจริงจะไม่เป็นอย่างที่คิด แต่เมื่อรับรู้ความฝันที่ยิ่งใหญ่ของ"ท่านประธาน" เธอก็ตัดสินใจจะร่วมทำฝันนั้นให้เป็นจริง
     
    ริวโนะสุเกะ.. หนุ่มโตไดที่หวังจะได้เป็นนักเขียนมือรางวัล ชายผู้ยอมกระทั่งขโมยความคิดเด็กตัวเล็กๆ ไปเขียนนิยาย ชายผู้หลงรักหญิงสาวคนหนึ่ง ทั้งที่รู้ตัวดีว่าไม่อาจ "มี" ทุกอย่างให้เธอได้
     
    หนังยังมีตัวละครอีกหลายตัว ที่ร้อยชีวิตของพวกเขาเข้าด้วยกัน เติมเต็มความฝันของกันและกัน ทำให้คนดูสัมผัสได้ถึงความอุ่นใจลึกล้ำ
     
    ฉากและแสงของหนังนั้นให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างมาก รู้สึกเหมือนกำลังนั่งดูภาพวาดสีน้ำที่เคลื่อนไหวได้..สวยอย่างนั้นเลย ไม่ได้โม้
     
    บางฉากทำให้เราอมยิ้ม หรือบางทีก็หลุดหัวเราะออกมาดังๆ
    อย่างตอนที่คุณป้าร้านขายบุหรี่รู้จักโคล่าก่อนใครในซอย
    ตอนที่ครอบครัวซูซุกิซื้อตู้เย็นใหม่ แล้วเอาหัวใส่เข้าไปข้างในเพื่อสัมผัสความเย็น
    ตอนที่คุณซูซุกิบ้าพลัง..เหมือนในหนังการ์ตูน
    หรือแม้แต่ของเล่นหลอกเด็กในร้านของริวโนสุเกะ
    ตอนที่อิปเปจังพูดใส่พัดลมที่กำลังหมุน.. (ตอนเด็กๆ หลายๆ คนคงเคยเล่นอย่างนี้เหมือนกัน^^)
    หรือแม้แต่ทีวีเครื่องแรกของซอย ที่ทำให้บ้านหลังหนึ่งกลายเป็นโรงมหรสพขนาดย่อม
    (ฉากนี้ แม่หัวเราะใหญ่ พลางเล่าให้ฟังว่า สมัยก๋งกับยาย บ้านเราก็มีทีวีเป็นบ้านแรกในซอย คนเยอะแบบนี้เลย Open-mouthed)
     
    บางฉาก ก็ทำเอาน้ำตาไหลได้ง่ายๆ
    ตอนที่ริวโนะสุเกะใช้ "แหวน" ขอฮิโรมิซังแต่งงาน
    พรของแม่.. ที่ทำให้อิเปจังและจุนจังกลับบ้านได้
    (ก่อนจะได้หัวเราะกับฉากที่อิเปจังนอนซม แต่ยังยื่นเศษเหรียญให้แม่ แล้วบอกว่า "แม่ฮะ ขอบคุณสำหรับพรวิเศษนะฮะ นี่ตังค์ทอนฮะแม่")
    หนังทำให้เราหัวเราะสลับกับร้องไห้ได้แทบทั้งเรื่อง
    ก่อนที่จะรู้สึกได้ว่า "ที่ร้องน่ะ..ไม่ใช่เพราะเสียใจหรอก..แต่เพราะอิ่มใจต่างหากล่ะ"
     

     รางวัลการันตี
    - ปกติดิฉันเฉยๆ กับหนังรางวัล รู้สึกมันเป็นเรื่องของคนหมู่มาก ที่อาจชอบใจอะไรไม่เหมือนเราก็ได้ แต่เรื่องนี้..คงต้องบอกว่าของเค้าดีจริงๆ
     
    - "Always: Sunset on Third Street" ได้รับรางวัล Japan Academy Award 2007 ถึง 12 สาขา จากการเข้าชิงทั้งหมด 14 สาขา เรียกได้ว่ากวาดมาทั้งหมด ทั้งนักแสดง กำกับการแสดง แสงสีเสียง
     
    - ลองหามาดูนะคะ เชื่อว่าคุณจะตกหลุมรักหนังเรื่องนี้แน่นอน สำหรับดิฉัน เรื่องนี้เป็นหนังเรื่องที่ดีทึ่สุดเท่าที่เคยดูมาในชีวิตทีเดียว