Ploy's profileคุณพลอยPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    February 19

    เรื่อง (ไม่) ลับ

    บังเอิญไปอ่านบล๊อกพี่ทัศน์และแฟนพี่ทัศน์
    (พี่โอ๋คะ..ถึงเราไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่ขอบอกว่าชอบอ่านบล๊อกพี่มาก)
    สองคนนี้ตกเป็นเหยื่อของ tag blog หรือว่าบล๊อกลูกโซ่
    เห็นว่าน่าสนุกดี จึงขอแฮ๊บมาตั้งตนเป็นเท้าแชร์
     
    เอาล่ะ มาเริ่มกันเลย..
     
    5 exclusive, stunning facts about Khunploy !!
    ...
    ...
    ขั้นแรก ก็ต้องเขียนห้าเรื่องของตัวเอง ที่ (คิดว่า) ไม่ค่อยมีคนรู้
    ..ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก..
     
    1. กลัวบันไดเลื่อน (อันนี้หลายคนคงรู้ และมีประสบการณ์ตรงมาแล้ว..รายละเอียดอ่านบล๊อกย้อนหลังไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เจอ)
    2. เป็นคนแยกซ้าย-ขวาไม่ได้ (หลายคนคงรู้ และมีประสบการณ์ตรงแล้วเช่นกัน)
    3. ไม่มีทักษะด้านกีฬาใดๆ ทั้งสิ้น ตั้งแต่ว่ายน้ำ(ไม่เป็น) วิ่ง(เข่าไม่ดี) แบด/เทนนิส(วิ่งไม่ทัน) บาส/วอลเลย์(กลัวลูกหล่นใส่หัว) แม้หุ่นจะดูเหมือนเล่นกีฬาทุกประเภทเป็นมาตั้งแต่อายุสามขวบ
    4. เชี่ยวชาญงานเย็บปักถักร้อยทุกประเภท ฝีมือเชื่อถือได้ (เรื่องจริงนะเนี่ย)
    5. ตอน ป3. เคยออกทีวี รายการหนูทำได้ ติดิ๊ด..ติดิ๊ด.. (นับเป็นหายนะสำคัญครั้งแรกๆ ในชีวิต)
     
    --
    ขั้นแรกยังยากไม่พอ...เรามีขั้นตอนต่อไป
    --
    ขั้นที่สอง ต้องไปแปะต่ออีก 5 คน (ไม่งั้นมันจะเป็นบล๊อกลูกโซ่ได้ไง)
    ให้เค้าตอบความจริงมา..วะฮะฮ่า (จะเสียเพื่อนก็คราวนี้เอง..^ ^)
    --
    กรณีนี้ ผู้โชคดีได้แก่
    1. พี่แอนนี่
    ฮ่าฮ่า...เขียนมาซะดีๆ คุณพี่
     
    2. ภัส
    เอาเหอะแก...คิดซะว่าทำเพื่อชั้น
     
    3. พี่โบ๊ท
    ขำๆ นะพี่โบ๊ท^^
     
    4. พี่ปู๊ด
    เอาหน่อยนะพี่ อิอิ
     
    5. พี่หนู
    คิดถึงพี่หนูจัง เขียนอะไรให้อ่านหน่อยจิ
     
    --
    ขั้นที่สาม
    นั่งชิวๆ รออ่านของชาวบ้าน
     
     
    ปล. //Blog-Tag เป็นกิจกรรมแฉ เอ๊ย แนะนำตัว bloggers ที่คิดขึ้นมาโดยคุณ Jeff Pulver ซึ่งเขาบอกว่าการมาเขียนบล็อกนี่มันคล้ายๆ จะเป็นการเปิดเผยตัวตนก็จริง แต่เป็นตัวตนที่ไม่รอบด้าน เหมือนตัวละครห่วยๆ ในนิยาย เลยอยากจัดกิจกรรมที่ทำให้เหล่า blogger รู้จักกันมากขึ้น โดยการบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองที่คิดว่าไม่ค่อยมีใครรู้ 5 ข้อ แล้วทำ tag ต่อไปอีก 5 คน เป็นอันเสร็จเรียบร้อย//
     
    February 12

    ไปดู Debate

     
    ไม่ได้อัพบล๊อกมานานมากกกก..
    จนร่ำๆ ว่าจะเอาทีสิสมาแปะซักบทตามคำแนะนำพี่แอนนี่
    แต่แล้ว พี่แอนนี่ก็พาเราไปดูเรื่องสนุก
    เลยได้เอามาเขียนซะที
     
    ด้วยคำชักชวนล่วงหน้านานมากของพี่แอนนี่
    ว่าให้มาดูการแข่งขันโต้วาทีภาษาอังกฤษ EU-TU
    ที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ช่วงเดือนกุมภาฯ
    นัยว่าสนุกยังงั้นยังงี้
    ตอนแรกก็กะว่าต้องน่าเบื่อแน่ แล้วก็โต้วาทีภาษาอังกฤษเนี่ยนะ
    คงมีแต่พวกเด็กอินเตอร์พูดฝรั่งเป็นน้ำไหลไฟดับจนเราฟังไม่รู้เรื่อง
    ยิ่งพี่แอนนี่มีต่อมชวนเชื่อที่ทำงานมีประสิทธิภาพสูงอยู่ด้วย
    เราก็เลยต้องยับยั้งชั่งใจให้ไม่หลงคารมมาก
     
    พอได้ไปดูไปฟังจริงๆ ก็สนุกเร้าใจซะไม่มี
    มีตั้งแต่นักศึกษาฝรั่งหัวแดง แขก จีน สิงกะโป ฟิลิปปินส์
    ส่งเข้าประกวดโดยเอแบคและมหิดลอินเตอร์
    จนถึงเด็กไทยตาดำๆ อย่างจุฬา ธรรมศาสตร์ ม.ขอนแก่น
    หรือน้องใหม่ในวงการอย่าง ม. สงขลา และ ม. วลัยลักษณ์
     
    น้องๆ พูดภาษาอังกฤษเก่งมากๆ
    ไม่ใช่แค่พูดภาษาอังกฤษได้ แต่ว่าพูดได้เป็นเรื่องเป็นราว
    หาเหตุหาข้อมูลมาถกกันได้เป็นคุ้งเป็นแคว
    ในสนามแข่งก็สู้กันจริงจัง หาเหตุมาหักล้างกันสุดเดช
    เรียกว่าถ้านับคำพูดเป็นคมกระสุน
    ต่างฝ่ายก็เลือดตกยางออกชนิดต้องได้เหรียญกล้าหาญกันถ้วนหน้า
    แต่พอจบเกมรู้ผลแพ้ชนะ สองฝ่ายก็เดินกอดคอ หัวเราะกันได้สนุก
     
    เด็กไทยทั้งเด็กกรุง เด็กใต้ เด็กอีสาน
    ใช้ภาษาอังกฤษที่ไม่ใช่ภาษาแม่ โต้ตอบกันเองหรือกับฝรั่งต่างด้าวได้ถึงพริกถึงขิง
    หัวข้อดีเบตก็สารพัด ทั้งการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม
    แต่ละคนก็มีเหตุผลฟังดีน่าเชื่อถือ
    แม้บางทีชื่อหัวข้อจะชวนให้เราชิงเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายค้านหรือฝ่ายเสนอไปล่วงหน้า
    แต่ขอให้ยั้งใจรอน้องๆ เค้าลงสนามกันซะก่อน
    ต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลและเทคนิคการพูด รวมไปถึงมุขตลกนานาประการมาชวนให้เราเห็นดีเห็นงาม
    ฝ่ายเสนอพูดก็น่าเชื่อถือ เอ๊ะ พอฝ่ายค้านมาพูด..เออก็จริงของเค้านะ
    ถ้าหูเบาซะหน่อยละก็ เดินออกมานี่หาจุดยืนกันไม่เจอทีเดียว..
    เรียกว่าเป็นสาลิกาลิ้นทองฝังเพชรเวอร์ชั่นยุคโลกาภิวัฒน์
     
    ไปดูน้องๆ พวกนี้แล้วก็ดีใจ ประเทศไทยมีเด็กเก่งๆ อีกแยะ
    ถ้าเราหาทางพัฒนาดีๆ เพิ่มจำนวนเด็กเก่งๆ ประเทศเราคงพัฒนาไปได้ไกล ไม่อายฝรั่ง
    แม้ว่าลับหลังเราจะเห็นน้องๆ แอบตื่นเต้นและหวั่นใจ..แต่นั่นก็เป็นธรรมดาไม่ใช่หรือ
    ขอบคุณน้องๆ นักดีเบตทุกคน..ที่ทำให้เห็นว่าแค่ "กล้า" จะลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ ซักอย่าง จะแพ้จะชนะก็ช่างหัวมัน
    ไม่มัวแต่คิดว่าเป็นคนไทย จะไปพูดภาษาอังกฤษแข่งกะเค้าได้ยังไง กลัวแพ้ กลัวนู่นนี่สารพัด
    รู้สึกเหมือนที่หมอเต่าเคยเขียนไว้ "เราจะเป็นอะไรก็อยู่ที่เราคิดอะไร"
    ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้..ถ้าใจเรา "เชื่อ" ว่าเราทำได้
     
     
    พลันก็รู้สึกว่า เราก็น่าจะพัฒนาตัวเองมั่งซะแร้วว..
     
    ปล. งานนี้ได้เจอหมอเต่าตัวเป็นๆ แล้ว หลังจากแอบอ่านพลางพยักหน้าหงึกหงักกับบล๊อกคุณหมอมาพักใหญ่