Ploy's profileคุณพลอยPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    December 26

    Safety Video

     
    วีดีโอการแสดงสำหรับงานเลี้ยงปีใหม่ที่ที่ทำงาน
    ขำมาก เล่นกันไปขำกันไป
    ขนาดตัดต่อเอง ดูมาร้อยรอบก็ยังขำ 55
     
    ดูแล้วช่วยคอมเม้นด้วยละกันค่า ^^
     
     
    December 18

    ชีวิต 170 cm.

    วันก่อนเดินเที่ยวเล่น ไปเจองานหนังสือการ์ตูนลดราคา
    ปะเหมาะเจอหนังสือการ์ตูนเล่มนึง ที่เคยยืมพี่ปอนมาอ่านภาคสอง
    วันนี้ได้เจอภาคแรก..เลยสอยมาอ่านแก้ว่าง
     
    อ่านแล้วนึกถึงชีวิตตัวเอง ที่มีเงื่อนไขตรงข้ามกับหนังสือโดยสิ้นเชิง
    ชีวิตเค้าน่ะ "150 cm."
    ส่วนชีวิตดิฉันนะเรอะ.. "170 cm." ฮ่ะ
     
    หลายคนคงคิดว่า ความสูงร้อยเจ็ดสิบนี่มันช่างฟังดูดีอะไรอย่างนี้
    ช่างชวนให้นึกถึงนางแบบหุ่นเพรียวลมในชุดบิกินี่ ที่หน้าท้องแห้งราวกับไม่มีลำใส้ และไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน
    ความสูงร้อยเจ็ดสิบของดิฉันหาเป็นเช่นนั้นไม่
    ขอให้คุณลองนึกถึงหญิงร่างใหญ่ ไซส์แอลระยะสุดท้าย หุ่นไล่ๆ กับนักมวยรุ่นจูเนียร์เวลเตอร์เวท
    พบกับความรันทดสุดๆ ได้ใน "ชีวิต 170 cm." ...
     
    1. เสื้อผ้า
    ..สิ่งหนึ่งที่ดิฉันค้นพบเมื่อหมาเลียก้นไม่ถึงแล้ว ก็คือ คนตัวใหญ่ที่ไม่ใช่คนอ้วน จะดูมีขนาดปกติในสายตาคนอื่น ..เวลาซื้อเสื้อผ้านั้นจึงแสนจะหดหู่ใจค่ะคุณ มิใยที่จะพยายามบอกคนขายว่า "ขอดูไซส์ใหญ่สุดค่ะ" หรือ "ใหญ่สุดที่พี่มีนี่ตัวไหนคะ" คุณคนขายส่วนใหญ่มักคะยั้นคะยอให้ลองขนาดปกติก่อน ก่อนจะพบว่ามันใส่ไม่ได้ (โว้ยย) ..ทำไมบอกแล้วไม่เชื่อกันมั่ง (วะ) -_-"
    หรือบางที แม้จะเป็นตัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร้าน ดิฉันก็ยังใส่ไม่ได้.. คุณคนขายก็พยายามร่ายมนต์อีกว่า ใส่ไปเรื่อยแล้วมันจะยืดค่ะน้อง ..พาลให้ดิฉันนึกในใจว่า "พี่คะ อย่างงี้หนูว่าต้องรอให้มันย้วยแล้วแหละ หนูถึงจะใส่ได้อ่ะ.." เบร่ออออ...
     
    ถ้าจะให้ยกตัวอย่างชัดๆ ขอเริ่มต้นที่ "ชุดแซค" ..ชุดแซคเป็นชื่อเล่นของชุดเสื้อ-กระโปรง ที่ติดกันเป็นชุดเดียว สำหรับคนสูง 150 ชุดแซคลวดลายสดใสที่ขายตามท้องตลาดอาจยาวไปหน่อย...สอยขึ้นก็เรียบร้อย แต่สำหรับคนสูง 170 แล้ว... ดิฉันซื้อมาใส่แล้วไม่กล้าออกจากบ้าน สั้นยิ่งกว่าใส่ไมโครสะเกิ๊ด ถ้ายังอยากใส่อยู่ ทำได้อย่างเดียวคือตัดออกไป 7-8 นิ้ว จากชุดแซค จะกลายเป็นเสื้อเชิ้ตเก๋ไก๋ในทันใด...แล้วดิฉันจะซื้อชุดแซคไปทำไม (วะ).. ในเมื่อต้องเอามาใส่เป็นเสื้อเฉยๆ .. เฮ้ออ..
     
    "กระโปรง/กางเกง".. ก็เหมือนชุดแซคแหละค่ะคุณ กระโปรงหรือกางเกงตามท้องตลาดไซส์มาตรฐานหญิงไทยนั้น ไม่ต้องไปพูดถึง.. คนตัวเล็กซื้อกระโปรงปกติแล้วตัดให้สั้นเนี่ย ง่ายกว่าเลาะให้ยาว หรือหาผ้ามาต่อชายตั้งแยะค่ะ ...เพราะบางทีเวลาเลาะชายกระโปรงเนี่ย ช่างตัดเสื้อก็แสนจะประหยัดผ้า เหลือชายพับไว้ข้างในแค่ครึ่งนิ้ว ครั้นอิฉันจะเลาะ ก็ยาวกว่าเดิมได้ไม่เกินสองเซ็นติเมตร.. เฮ้อ.. กางเกงยาวเท่าข้อเท้า ดิฉันก็ใส่เหลือห้าส่วน แต่ถ้าริอยากใส่กางเกงสี่ส่วนก็ต้องซื้อกางเกงห้าส่วนมาใส่ ..ไม่ต้องพูดถึงกางเกงขายาวค่ะ เพราะหายากยิ่งกว่างมเข็ม.. ตัวที่ซื้อจึงดูออกง่ายๆ ว่าถ้าตัวไหนขาเต่อขาลอยล่ะก็..ยายพลอยซื้อมาแน่ๆ ....นอกจากจะเสียอกเสียใจที่ซื้ออะไรมาใส่แล้วไม่สวยเหมือนใครเขา บางทียังต้องเสียดายเงินด้วย ซื้อมาไม่คณาตัวเองเนี่ย...เงินบินหนีไปนักต่อนักแล้ว
     
    นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมดิฉันถึงพิศมัยการตัดเสื้อ เพราะดิฉันจะไม่มีวันต้องช้ำใจเวลาซื้อเสื้อผ้าแล้วไม่มีไซส์ แถมใส่ได้ค่อนข้างแน่นอน แบบก็(คิดว่า)เก๋ไก๋จากการออกแบบของตัวเอง อย่างไรก็ดี อันนี้ไม่นับช่างตัดเสื้อ (ซึ่งไม่คุ้นเคยกับดิฉัน) ที่ช่วยลดขนาดให้ โดยให้เหตุผลกะดิฉันว่า .."เอ่อ.. พี่นึกว่าพี่วัดผิดอ่ะค่ะ ก็เลยกลับเลขเอา" .. งานนั้นดิฉันได้กระโปรงเอวหลวมโพรกแต่สั้นจุ๊ดจู๋มาหนึ่งตัว ..อดค่อนในใจไม่ได้ว่า "..เฮ้ย..คิดได้ไงวะ กลับขนาดเอวกะความยาวเนี่ย..อ๊ายยยยยยยยยย.."
     
     
    แค่นี้ยังน้อย ..เดี๋ยวมาเล่าต่ออีกทีค่ะ ยังมีอีกสารพัดเรื่อง ว่าด้วยความสูงได้ระดับมาตรฐานชายไทยของดิฉันเนี่ย..ฮ่า
     
    December 08

    หลายปราสาทที่ตาแก้ว: วันเดียวก็เที่ยวได้

    วันนี้มีอะไรมาให้อ่านกันค่ะ
    หัวเรื่องอาจดูห่างไกลความสนใจของใครหลายคน แต่เชื่อว่าเมื่ออ่านแล้วจะพบว่าสนุกเพลินใจดีไม่น้อย

    เมื่อครั้งไปฝึกงานที่พนมเปญปลายปีก่อน แล้วมีเวลาว่างเหลือเพียงหนึ่งวันก่อนเครื่องบินจะออกในตอนเย็น พยายามหาที่ไปอยู่หลายแห่ง ก่อนจะนึกถึงกูรูด้านศิลปะกัมพูชาอย่างพี่วิชชุ (นักการทูตหนุ่มจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ รุ่นเผาสถานทูต ^^) ที่กรุณาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ไกลจากพนมเปญนักให้ พร้อมกำกับกำชาหลายอย่าง ทั้งเส้นทาง รายละเอียดทางประวัติศาสตร์ และ "ไฮไลท์" ของโบราณสถานในจังหวัดตาแก้ว ซึ่งเพียงแค่ฟังใจก็เตรียมสนุกไปก่อนหน้า

    และเมื่อได้ไปเห็นจริงๆ ก็ไม่ผิดหวัง เหล่าปราสาทที่กูรูแนะนำล้วนสร้างความประทับใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าที่ใดที่เคยไปเยี่ยมชม เมื่อกลับมารีบไปขอบพระคุณพี่วิชชุ พร้อมเอารูปไปยืนยัน (ว่าไปมาจริงๆ นะคะพี่...ฮา) จึงได้ทราบว่า พี่วิชชุมีโครงการจะเขียนบทความเกี่ยวกับปราสาทในจังหวัดตาแก้วอยู่ ยังไงอาจจะได้ใช้รูปของพลอยเป็นรูปประกอบ.. โอ้โห ฟังแล้วหัวใจชุ่มชื่น รู้สึกราวกับหนูตัวจ้อยได้รับพรวิเศษจากราชสีห์ แหมมันช่าง "เท่ห์" ดีจริงๆ

    การณ์ล่วงเลยเป็นหลายเดือน กระทั่งสัปดาห์ก่อนได้รับเอกสารจากพี่วิชชุ เป็นวารสารเมืองโบราณฉบับล่าสุด ซึ่งมีบทความของพี่วิชชุ และรูปถ่ายของตัวเองปรากฎอยู่
    หัวใจแช่มชื่นโดยพลัน


    และนี่คือบทความในวารสารฉบับนั้นค่ะ

     

    หลายปราสาทที่ตาแก้ว: วันเดียวก็เที่ยวได้


    เรื่อง: วิชชุ เวชชาชีวะ
    ภาพ: อัญชลี แสนสุขโชติ, กันยายน ๒๕๕๐

    ใครที่เคยไปเยือนกรุงพนมเปญ นครหลวงของกัมพูชา คงได้เข้าชมสถานที่สำคัญ ได้แก่พระราชวังเขมรินทร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และค่ายกักกันโตแสลง ซึ่งแม้เมื่อรวมรายการซื้อของที่ระลึกเข้าด้วยกันแล้ว ก็ยังสามารถรวบรัดกระทำกิจเหล่านี้ให้เสร็จสิ้นลงได้ภายในวันเดียว จึงมักเกิดคำถามว่ากรุงพนมเปญและบริเวณรอบๆ ไม่มีอะไรอื่นที่น่าสนใจให้เยี่ยมชมอีกหรือ เพื่อการเดินทางไปถึงทั้งทีจะได้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

    ในบรรดาสถานที่ซึ่งพอจะแนะนำเพิ่มเติม คงไม่มีที่ใดน่าตื่นตาตื่นใจเท่ากับร่องรอยอารยธรรมจำนวนมากในจังหวัดตาแก้วซึ่งอยู่ห่างจากกรุงพนมเปญไม่ไกลนัก ผู้ที่มีเวลาเหลือสักหนึ่งวันอาจวางแผนไปชมปราสาทโบราณสามสี่แห่งที่อยู่ชายขอบจังหวัดนี้ได้ โดยใช้เวลาเดินทาง (เที่ยวเดียว) ประมาณหนึ่งชั่วโมง สามารถไปเช้าเย็นกลับได้สบายๆ

    ตาแก้วและอำเภอชายขอบ

    ตาแก้วถือเป็นจังหวัดที่มีร่องรอยอารยธรรมเก่าแก่และหลากหลายที่สุดของกัมพูชา ไล่มาตั้งแต่ยุคฟูนัน เจนละ และยุคเมืองพระนครช่วงต่างๆ ทั้งก่อนและหลังนครวัด ร่องรอยอารยธรรมเหล่านี้กระจายตัวอยู่ในพื้นที่กว้างใหญ่ของจังหวัดซึ่งมีรูปร่างยาวจากเหนือสู่ใต้ไปจนจรดชายแดนเวียดนาม

    แม้ว่าหนทางเข้าถึงสถานที่ส่วนใหญ่จะไม่สู้ดี แต่ในอำเภอบาตีและอำเภอสำโรงซึ่งตั้งอยู่ชายขอบบนของจังหวัดก็มีปราสาทโบราณที่อยู่ในรัศมีเพียง ๓๕ - ๖๐ กิโลเมตรจากกรุงพนมเปญเท่านั้น พอจะชดเชยกับรถราที่อาจต้องวิ่งช้าลงในถนนบางช่วงได้โดยไม่ต้องใช้ความอดทนจนเกินไป

    จากพนมเปญไปตามทางหลวงหมายเลข ๒ โบราณสถานแห่งแรกที่พบเมื่อเข้าสู่จังหวัดตาแก้วจะได้แก่ปราสาทตาพรมและปราสาทเยียยปึวที่ตนเลบาตี ถัดไปอีกนิดจะเป็นปราสาทในวัดที่มีชื่อเดียวกันว่าเนียงเขมา จากนั้นก็จะถึงปราสาทบนภูเขาชื่อพนมจิโซร์

    ผู้สนใจอาจแวะชมปราสาทเหล่านี้ก่อนหลังได้ตามใจชอบ แต่จากประสบการณ์ส่วนตัว ใคร่ขอแนะนำให้มุ่งไปยังปราสาทซึ่งอยู่ไกลที่สุดก่อน แล้วจึงค่อยย้อนขึ้นมาเก็บปราสาทที่เหลือตามรายทางข้างต้น ดังจะเล่าสู่กันฟังกันข้างล่างนี้

    พนมจิโซร์

    พนมจิโซร์จากระยะไกล (ภาพ : วิชชุ เวชชาชีวะ, เมษายน ๒๕๔๔)


    เมื่อครั้งทำงานอยู่ที่กรุงพนมเปญ หากวันหยุดใดที่ต้องพาผู้มาเยือนเปลี่ยนบรรยากาศออกไปนอกเมือง สถานที่หนึ่งซึ่งเรามักคิดถึงก็คือเขาพนมจิโซร์ ซึ่งมีปราสาทโบราณตั้งอยู่ริมหน้าผาสูง

    หนทางไปก็ไม่ยากเย็นอะไร จับทางหลวงหมายเลข ๒ ไปเรื่อยๆ จนเมื่อได้ระยะทางประมาณ ๖๒ กิโลเมตรจากพนมเปญ ก็ให้ดูทางแยกด้านซ้ายมือซึ่งจะมีป้ายชื่อสถานที่ เลี้ยวไปตามถนนลูกรังเส้นนี้อีกราว ๕ กิโลเมตร ภาพที่เห็นจะเป็นภูเขาซึ่งมีความสูงราว ๓๘๐ เมตรตั้งตระหง่านอยู่ หากเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ตีนเขาพนมจิโซร์ด้านนี้ก็จะพบกับบันไดทางขึ้นซึ่งสร้างใหม่อยู่ถึงสองทาง

    บันไดด้านทิศตะวันตกเป็นบันไดตรง มีจำนวน ๑๘๐ ขั้น ส่วนบันไดด้านทิศใต้เป็นบันไดเวียน มีจำนวน ๔๐๘ ขั้น

    อย่างไรก็ดี มุมมองจากทิศตะวันตกหรือทิศใต้นี้จะไม่พบปราสาทพนมจิโซร์ซึ่งถูกบดบังด้วยเหลี่ยมเขาและแมกไม้เบื้องบน ดังนั้น หากอดใจไม่เข้าสู่ตีนเขาทันที แต่อดทนตรงต่อไปตามถนนซึ่งค่อนข้างจะขรุขระ ก็จะได้พบกับทัศนียภาพอันน่าตื่นตายิ่งขึ้นของทั้งธรรมชาติและร่องรอยอารยธรรม

    แล่นรถเลยภูเขามาตามถนนเส้นเดิมซึ่งเบนออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้นิดๆ เราจะพบเห็นภาพด้านข้างและด้านหน้าของเขาพนมจิโซร์ท่ามกลางท้องทุ่งเขียวสดและบึงน้ำที่เต็มไปด้วยบัวชมพู ริมผาเบื้องบนเขาปรากฏเป็นภาพหมู่อาคารสีน้ำตาลเรียงรายอยู่บนแนวฐานยาวสองระดับ พร้อมทางบันไดที่ทอดตัวลงซอยหน้าผาชันออกเป็นเส้นสายลดหลั่นไล่ลงมาเรื่อยๆ จนถึงพื้นล่าง

    บางครั้งที่ผมเดินทางไปพนมจิโซร์ ผมจะขอให้คนรถหาทางเลี้ยวจากถนนเส้นนี้เข้าสู่ถนนอัดดินด้านซ้าย แล้ววิ่งขนานไปกับแนวเขาด้านตะวันออกเพื่อหาจุดเผชิญหน้ากับภูเขา ที่นั่น มีอาคารใหญ่ก่อด้วยศิลาแลงตั้งอยู่ โดยมีแนวถนนเก่าวิ่งออกจากอาคารเข้าสู่โคปุระที่ตีนบันไดทางขึ้นปราสาทพนมจิโซร์อย่างพอเหมาะพอดี ถนนนี้ทำหน้าที่เป็นแกนหลักของผังบริเวณอันกว้างใหญ่ซึ่งถือเอาภูเขาทั้งลูกเป็นจุดศูนย์กลางโดยมีกลุ่มอาคารเทวสถานทำหน้าที่เสมือนเป็นมงกุฎสวมอยู่เบื้องบน

    โคปุระชั้นนอกสุด ปราสาทพนมจิโซร์ มองเห็นบันไดและกลุ่มปราสาทเบื้องหลัง (ภาพ : วิชชุ เวชชาชีวะ, เมษายน ๒๕๔๔)


    สำหรับอาคารศิลาแลงขนาดใหญ่ซึ่งคงเป็นโคปุระชั้นนอกสุดนี้มีผังเป็นรูปกากบาท มีประตูทางเข้าทุกด้าน ปีกด้านข้างหรือด้านยาวยืดออกไปเป็นสองระยะ แต่ละระยะมีช่องเปิด (หน้าต่าง/ประตู) อยู่สามช่อง ที่น่าสนใจก็คือเหนือกรอบหน้าต่างมีแนวหินทรายสีส้มวางซ้อนอยู่ เหมือนเจตนาจะแกะสลักลวดลาย แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ (จนบางคนสงสัยว่ามีใครแอบมาใส่แทนลวดลายประดับที่ถูกแกะออกหมดแล้วหรือเปล่า)

    นอกจากหน้าที่นำสายตาในเชิงภูมิสถาปัตย์แล้ว โคปุระชั้นนอกสุดนี้ก็อาจเป็นสถานที่ประทับพักหรือประกอบพิธีกรรมก่อนขึ้นสู่เทวสถานบนยอดเขาด้วย ทั้งนี้ แม้ว่าสภาพอาคารโดยรวมจะค่อนข้างทรุดโทรม แต่ก็ยังคงเค้าของความโอ่อ่าอยู่พอสมควร ปัจจุบัน ตรงกลางอาคารมีมณฑปปูนยุคใหม่ก่อขึ้น ดูแย้งกับอาคารเดิมอย่างแปลกตา

    เป็นที่น่าเสียดายว่าผู้มาเยือนพนมจิโซร์ส่วนใหญ่มักมาไม่ถึงโคปุระชั้นนอกสุดซึ่งตั้งประจันหน้ากับภูเขาและปราสาทเบื้องบนแห่งนี้ เหตุผลอาจเป็นเพราะไม่ทราบ หรือไม่อยากเสียเวลากับหนทางวิบาก แต่สำหรับผมแล้ว การได้ชมปราสาทพนมจิโซร์จากตำแหน่งอันจำเพาะนี้ ถือเป็นประสบการณ์ที่อิ่มเอมและติดตรึงอยู่ในความทรงจำเสมอ เมื่อเงยหน้ามองภูเขาจากแนวถนนที่วิ่งออกจากอาคาร ปราสาทพนมจิโซร์เหมือนถูกยกลอยขึ้นแขวนค้างไว้กับแนวเขาลำเนาไม้ให้ได้พินิจชมจนสมใจ

    หลังจากใช้เวลาพอสมควรที่บริเวณโคปุระแล้ว ก็ขอพาท่านนั่งรถย้อนกลับมาตีนเขาเพื่อขึ้นบันไดไปชมปราสาทเบื้องบน คนขี้เกียจอย่างพวกเราขอเลือกบันไดด้านตะวันตกเพราะมีจำนวนขั้นบันไดน้อยกว่าด้านใต้มาก

    ปราสาทประธานของพนมจิโซร์ที่ได้รับการดัดแปลงให้เป็นวัด


    ค่อยๆ เดินขึ้นมาพักใหญ่ ก็จะถึงยอดเขาซึ่งบรรยากาศสดชื่นด้วยร่มไม้และสายลมโชย สิ่งก่อสร้างแรกๆ ที่เห็นคงจะเป็นแนวระเบียงคดก่อด้วยศิลาแลง ทำหน้าที่เสมือนเป็นกำแพงไปด้วยในตัว

    ระเบียงคดนี้มีขนาดกว้างยาวประมาณ ๔๕ คูณ ๕๐ เมตร หันด้านทึบออกสู่ภายนอก ส่วนด้านในมีลักษณะเป็นช่องหน้าต่างขนาดใหญ่เต็มผนังเรียงรายไปตลอดแนว ตัวระเบียงมีประตูทางเข้าสองแห่งอยู่ตรงกลางของด้านตะวันออกและตะวันตก ส่วนแนวระเบียงทิศเหนือและใต้แม้จะมีประตูอยู่ตรงกลางเช่นกัน แต่หันช่องเปิดด้านเดียวเข้าสู่พื้นที่ภายในเท่านั้น

    ภายในระเบียงคดประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างน้อยใหญ่อยู่แปดหลัง มีรูปลักษณ์หลากหลายปะปนกัน อาคารประธานซึ่งถูกดัดแปลงเป็นวิหารในพุทธศาสนาก่อด้วยอิฐ แต่ประตู ทับหลัง และชิ้นส่วนประดับล้วนเป็นหินทรายจำหลักลาย อาคารขนาดเล็กอื่นๆ ส่วนใหญ่ก่อขึ้นด้วยอิฐ นอกจากบรรณาลัยสองหลังที่มีผนังก่ออิฐ แต่ช่องแสง กรอบประตู ทับหลังและหน้าบันสลักจากหินทรายสีขาวอมชมพูเป็นลวดลายวิจิตรงดงาม

    ทับหลัง หน้าบัน และเครื่องประดับตกแต่งของปราสาทพนมจิโซร์


    สำหรับศิลปกรรมและลวดลายประดับที่ปราสาทพนมจิโซร์นี้ ส่วนใหญ่สะท้อนรูปแบบคาบเกี่ยวระหว่างยุคคลัง (เช่น ปลายกรอบหน้าบันเป็นรูปหน้ากาลคายนาคสวมมงกุฎ) กับยุคบาปวน (เช่น ทับหลังมีรูปเทพหรือบุคคลเหนือหน้ากาล ตำแหน่งหน้ากาลอยู่ด้านล่างของทับหลังและคายมาลัยโค้งยาวโดยไม่ได้มีการแบ่งเป็นสี่ส่วนเหมือนต้นยุคคลัง) ซึ่งดูจะสอดคล้องกับประวัติความเป็นมาที่เชื่อกันว่าปราสาทสร้างขึ้นในรัชสมัยของสูรยวรมันที่ ๑ (ค.ศ. ๑๕๕๓ - ๑๕๙๓) อย่างไรก็ดี กลุ่มอาคารที่มีรูปสถาปัตยกรรมหลากหลายทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่า พื้นที่แห่งนี้อาจมีโบราณสถานยุคเก่าตั้งอยู่ก่อนแล้ว ต่อมาจึงได้มีการดัดแปลงและขยายเพิ่มเติมให้โอ่อ่าอลังการขึ้นในรัชสมัยของสูรยวรมันที่ ๑

    แม้ว่ากาลเวลาที่ผ่านมายาวนานจะได้สร้างความชำรุดทรุดโทรมให้กับปราสาทพนมจิโซร์ แต่คนในพื้นที่เล่าว่า ซากปรักหักพังที่เห็นอยู่ก็เป็นผลส่วนหนึ่งจากสงครามกลางเมืองกัมพูชาในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๓ - ๒๕๑๘ ด้วย โดยช่วงนั้น มีรายงานว่ากองกำลังเวียดกงได้มาอาศัยบริเวณปราสาทเป็นที่หลบซ่อนตัว เครื่องบินของรัฐบาลลอนนอลและพันธมิตรอเมริกันจึงพากันมาทิ้งระเบิดถล่มจนปราสาทหลายส่วนชำรุดเสียหาย

    เมื่อรับรู้ประวัติศาสตร์โบราณคดีของพนมจิโซร์กันพอสมควรแล้ว ก็จะขอพามานั่งพักเหนื่อย ฟังตำนานสนุกๆ เกี่ยวกับความเป็นมาของปราสาทเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศดีกว่า

    ทับหลังของปราสาพนมจิโซร์


    ตำนานพื้นถิ่นนี้เล่าว่า กาลครั้งหนึ่ง เมื่อกษัตริย์สุริยเทเวศทำพิธีฉลองวันประสูติพระโอรส มีเจ้านาย ขุนนาง ข้าราชบริพาร และนักบวชต่างๆ พากันมาถวายพระพร ในจำนวนนั้น มีพราหมณ์ผู้หนึ่งซึ่งถวายพรได้ประหลาดที่สุด คือขอให้พระโอรส “มีพละกำลังเหมือนมด มีอำนาจเหมือนศพ เด็ดขาดเหมือนสตรี” ซึ่งเมื่อกษัตริย์สุริยเทเวศได้ยินก็ถึงกับเคืองพระทัย แต่ก็ได้ให้โอกาสพราหมณ์อธิบายเพิ่มเติม

    พราหมณ์จึงให้ช่างหลวงหล่อโลหะเป็นรูปมนุษย์ขนาดเท่าคนจริง แล้วให้ข้าราชบริพารแต่ละคนลองยกให้ลอยขึ้น แต่ไม่มีผู้ใดทำได้ จากนั้น พราหมณ์จึงขอเข็มโลหะขนาดเท่าตัวมดมาเคลือบน้ำผึ้งแล้ววางไว้ ไม่นาน มดตัวหนึ่งก็เดินเข้ามายกเข็มโลหะนั้นไป ผู้คนจึงพากันแซ่ซ้องสรรเสริญพรข้อแรก

    เพื่ออธิบายพรข้อสอง พราหมณ์ให้คนหาศพเจ็ดประเภทคือ หญิงตายทั้งกลม คนตายเพราะพิษงู เพราะถูกแทง ถูกสัตว์ขวิด จมน้ำ ถูกลงโทษแขวนคอ และถูกฟ้าผ่า เสร็จแล้วก็นำศพทั้งเจ็ดมาฝังพร้อมเพชรนิลจินดา แล้วแอบรอดูว่าจะมีใครมาขโมยไปหรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ศพใดเลย ผู้คนจึงพากันสรรเสริญพรข้อสอง

    สำหรับพรข้อสาม พราหมณ์นำสามีภรรยายากจนคู่หนึ่งมาแยกสอบถาม พราหมณ์เสนอฝ่ายชายให้ฆ่าภริยาเพื่อแลกกับทรัพย์สินเงินทองจำนวนมหาศาล แต่ฝ่ายชายปฏิเสธทันที จากนั้น พราหมณ์เสนอภรรยาให้ฆ่าสามีเพื่อแลกกับความมั่งคั่ง ฝ่ายหญิงคิดอยู่คืนหนึ่งแล้วตอบตกลง โดยกล่าวว่าเธอพร้อมจะทำสิ่งที่จำเป็นต่อความอยู่รอดในระยะยาว

    เมื่อได้ฟังคำอธิบายพรทั้งสาม กษัตริย์สุริยเทเวศทรงประทับใจในความลุ่มลึกของพราหมณ์ จึงแต่งตั้งให้เป็นราชครูของพระโอรส โดยสร้างเทวสถานบนยอดเขาพนมจิโซร์ตามคำขอของพราหมณ์เพื่อเป็นที่บำเพ็ญสมาธิ

    ทวารบาลนั่งพิงเสาห้อยขา อารมณ์ขันของช่างชาวกัมพูชาในอาคารสมัยใหม่ที่พนมจิโซร์


    จบตำนานปราสาทแล้ว ก็ขอพาท่านเดินเลียบแนวระเบียงคดด้านใต้ ซึ่งมีโบสถ์ของวัดยุคปัจจุบันผลุบโผล่ให้เห็นทางขวามือ ก่อนอ้อมมายังด้านหน้า (ทิศตะวันออก) เพื่อชมทัศนียภาพอันสวยงามเบื้องล่าง จากจุดนี้ เรายังสังเกตเห็นวิศวกรรมโครงสร้างของฐานปราสาทได้ชัดเจน โดยฐานดังกล่าวก่อขึ้นจากศิลาแลงขนาดใหญ่เป็นสองระดับ ตรงกลางฐานเป็นแนวบันไดชันที่ทอดลงสู่ตีนเขาซึ่งมีโคปุระแห่งหนึ่งตั้งรับอยู่ ไกลออกไปเป็นแนวถนนที่วิ่งไปสู่อาคารใหญ่ซึ่งเราได้ไปเยี่ยมชมกันก่อนขึ้นเขา

    ทิวทัศน์เบื้องล่างพนมจิโซร์ แลเห็นแนวถนนโบราณที่ตรงมายังโคปุระชั้นนอก


    อิ่มชมปราสาทพนมจิโซร์และทิวทัศน์จากเบื้องบนเขาแล้ว ก็จะขอพาท่านออกเดินทางย้อนไปตามถนนหลวงหมายเลข ๒ เพื่อเยี่ยมชมปราสาทอีกแห่งหนึ่งในอำเภอสำโรงที่มีชื่อเรียกว่าปราสาทเนียงเขมา

    เนียงเขมา

    ปราสาทเนียงเขมาตั้งอยู่ห่างจากกรุงพนมเปญประมาณ ๕๒ กิโลเมตร บนด้านขวาของทางหลวงหมายเลข ๒ แต่หากเดินทางมาจากพนมจิโซร์ ก็ขอให้สังเกตป้ายชื่อวัดเนียงเขมาทางด้านซ้ายมือเมื่อรถแล่นไปได้ราวๆ ๑๐ กิโลเมตร

    เลี้ยวรถผ่านซุ้มประตูวัดแล้ว สิ่งที่พบเห็นได้แก่ปราสาทอิฐสองหลังซึ่งตั้งอยู่บนฐานสูง เคียงข้างโบสถ์สมัยใหม่ซึ่งคาดว่ามีรูปลักษณ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวัดพระแก้ว กรุงพนมเปญ

    ปราสาทเนียงเขมาเป็นปราสาทอิฐสองหลัง ตั้งอยู่เคียงข้างโบสถ์สมัยใหม่


    ปราสาทอิฐทั้งสองมีขนาดและรูปทรงใกล้เคียงกัน (องค์ใกล้โบสถ์ทางด้านใต้ใหญ่กว่าเล็กน้อย) ทั้งคู่หันหน้าออกสู่ทิศตะวันออกซึ่งเป็นด้านที่มีประตูทางเข้าเพียงด้านเดียว อีกสามด้านที่เหลือเป็นประตูหลอก ปราสาทองค์ใกล้โบสถ์อยู่ในสภาพดีกว่าอีกหลัง ทั้งในแง่โครงสร้างและลวดลายประดับ โดยเหนือประตูทางเข้ามีทับหลังหินทรายจำหลักลวดลายคมชัดงดงาม นอกจากนี้ บริเวณประตูยังมีเสาเหลี่ยมจำหลักลายที่อยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ และปรากฏอักษรโบราณจารึกอยู่บนกรอบประตูด้านในด้วย

    ทับหลังของปราสาทเนียงเขมา


    รูปแบบทับหลังที่มีหน้ากาลปรากฏตรงกลางทำให้นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่าปราสาทคงสร้างขึ้นในยุคบาแค็งหรือยุคเกาะแกร์ ในขณะที่จารึกบนกรอบประตูด้านใน เชื่อกันว่าทำขึ้นในสมัยของชัยวรมันที่ ๔ แห่งเกาะแกร์

    เกี่ยวกับปราสาทอิฐสององค์ที่วัดเนียงเขมา เดิมคงมีอยู่สามหลังตามธรรมเนียมนิยม แต่ต่อมาหลังด้านในสุดคงพังทลายลง ปัจจุบันจึงมีการสร้างปราสาทองค์ที่สามขึ้นเติมให้ครบ อย่างไรก็ดี ปราสาทใหม่หลังนี้กลับมีรูปลักษณ์ลีลาไม่เข้ากับปราสาทสององค์แต่เดิมเลย

    ในวันที่ผมและเพื่อนไปเยี่ยมชมปราสาท และเพลินอยู่กับศิลปกรรมที่หลงเหลือไม่มาก หากสร้างขึ้นด้วยฝีมือที่ประณีตวิจิตรยิ่ง เราได้กลิ่นหอมประหลาดอวลอยู่จนทำให้ต้องออกเดินค้นหาที่มา เมื่อเดินอ้อมโบสถ์มาทางใต้ เราพบกับต้นไม้ใหญ่ด้านข้างที่เผยพุ่มใบโปร่งให้เห็นช่อดอกขนาดเล็กสีแดงขลิบเขียวซึ่งมีรูปดอกสวยคล้ายกล้วยไม้อยู่เต็มต้น คนในวัดบอกว่าต้นไม้นี้มีชื่อว่า “สำโรง” ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับพื้นที่อำเภอ และเป็นชื่อต้นไม้ที่เมืองไทยมีอยู่เหมือนกัน แต่ถามไถ่พรรคพวกในวันนั้นก็ไม่มีใครเคยเห็นในบ้านเราเลยสักคน

    อย่างไรก็ดี เมื่อนำรูปมาเปรียบเทียบกับตำราภายหลังก็เชื่อว่าคงเป็นต้นเดียวกัน โดยได้ทราบเกร็ดพิสดารของต้นสำโรงนี้ว่า ดอกมีกลิ่นหอมแรงจนถึงกับเหม็นเอียนได้ จึงนิยมปลูกไว้ในวัดเพื่อดับกลิ่นไม่พึงปรารถนา เช่นกลิ่นศพ ซึ่งถ้าเป็นจริงเช่นนั้น ก็แสดงว่าชาวกัมพูชาอาจมีธรรมเนียมปฏิบัติที่ไม่แตกต่างกันนัก เนื่องจากเราสังเกตเห็นต้นสำโรงที่วัดเนียงเขมาขึ้นอยู่ไม่ไกลสถูปเจดีย์ขนาดย่อมจำนวนมากที่ใช้บรรจุอัฐิผู้ตายข้างๆ โบสถ์ และในวันนั้นก็มีพรรคพวกบางคนที่เมื่อขึ้นรถออกจากวัดเนียงเขมาแล้ว ถึงกับออกปากว่าปวดศีรษะจากกลิ่นหอมเข้มของดอกสำโรงนี้

    ตนเลบาตี

    จากปราสาทเนียงเขมานั่งรถย้อนมาตามทางหลวงสายเดิม ก็จะพบทางเข้าปราสาทที่ตนเลบาตีอยู่ด้านซ้ายมือ

    ว่าที่จริงแล้ว ปราสาทดังกล่าวอยู่ห่างจากกรุงพนมเปญเพียง ๓๕ กิโลเมตรเท่านั้น ใครที่ไม่อยากไปไกลถึงพนมจิโซร์หรือเนียงเขมาก็อาจมาแวะแค่ที่นี่ แล้วกลับพนมเปญเลยก็ได้

    ความร่มรื่นในบริเวณปราสาทตาพรมที่ตนเลบาตี


    “ตนเลบาตี” เป็นชื่อแม่น้ำที่บางช่วงมีขนาดใหญ่ดูคล้ายบึง ไม่ไกลจากฝั่งน้ำนี้เป็นที่ตั้งของปราสาทสองแห่ง คือปราสาทเยียยปึว ซึ่งเป็นปราสาทหินองค์เดียว ตั้งห่างจากแม่น้ำราว ๕๐ เมตร และปราสาทตาพรมแห่งตนเลบาตี (เรียกให้แตกต่างชัดเจนจากปราสาทตาพรมที่เมืองพระนคร) ซึ่งเป็นกลุ่มปราสาทที่อยู่ถัดเข้ามาอีกประมาณ ๑๐๐ เมตร

    เนื่องจากเราสัญจรมาตามทางถนน สิ่งแรกที่เราพบเห็นจึงได้แก่กำแพงศิลาแลงขนาด ๑๐๐ คูณ ๑๓๐ เมตรของปราสาทตาพรม ไม่ใช่แม่น้ำซึ่งหลบลึกอยู่ด้านใน เมื่อเดินผ่านกำแพงนี้เข้ามาก็จะพบแนวระเบียงคดศิลาขนาด ๓๐ คูณ ๓๐ เมตร ซึ่งมีซุ้มประตูทางเข้า (โคปุระ) ในรูปทรงของปรางค์ปราสาทตั้งอยู่กึ่งกลางทั้งสี่ด้าน โดยทางเข้าหลักอยู่ด้านตะวันออก

    ระเบียงคดและโคปุระของปราสาทตาพรม


    ผ่านระเบียงคดเข้าสู่พื้นที่ภายใน เราพบบรรณาลัยหินสองหลังตั้งอยู่สองข้างทางที่มุ่งไปสู่ปรางค์ประธาน อาคารเหล่านี้สร้างด้วยหินทรายสีเทา ที่น่าสนใจก็คือแทนที่ตัวปรางค์ประธานจะมีอาคารมุขยื่นออกมาด้านหน้าเหมือนปราสาทขอมส่วนใหญ่ ก็กลับมีส่วนขยายออกไปทางด้านหลังเพื่อเชื่อมต่อกับโคปุระบนระเบียงคดด้านตะวันตก โกรส์ลิเยร์ (Groslier) สันนิษฐานว่า ส่วนเชื่อมต่อนี้อาจสร้างขึ้นหลังจากที่ปราสาทถูกเปลี่ยนจากเทวสถานมาเป็นพุทธสถาน ทั้งนี้ ยังเป็นที่น่าสังเกตด้วยว่าลวดลายประดับเสากรอบประตู หน้าบันและทับหลังของปราสาทต่างมีรูปพระวิษณุและพระพุทธเจ้าปะปนกันอยู่ นักวิชาการบางรายสันนิษฐานว่ารูปพระพุทธบางรูปที่เห็นนั้นก็อาจได้รับการปรับแปลงมาจากรูปจำหลักพระวิษณุที่มีอยู่แต่เดิม

    ทับหลังรูปกวนเกษียรสมุทร ปราสาทตาพรม


    เนื่องจากปราสาทตาพรมที่ตนเลบาตีตั้งอยู่บนเส้นทางสัญจรไปมาได้ไม่ยาก ทั้งจากอำเภอบาตีเอง หรือแม้กระทั่งจังหวัดกอนดาลและกรุงพนมเปญที่อยู่ถัดมาไม่ไกล จึงมักมีนักท่องเที่ยวพื้นถิ่นชาวกัมพูชาไปเยือนกันอย่างคึกคักเสมอๆ สร้างบรยากาศที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายเป็นกันเอง ท่ามกลางความขรึมขลังของผังบริเวณและสิ่งก่อสร้างแห่งอดีต

    รูปจำหลักนางอัปสร ขนาบข้างหน้าต่างหลอกที่มีม่านห้อยประดับ อันเป็นลักษณะเฉพาะของศิลปะบายน โคปุระปราสาทตาพรม


    อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งซึ่งมักทำให้ผมหวนระลึกถึงสถานที่แห่งนี้ด้วยความสุขลึก ก็คือเสียงระนาดของนักดนตรีชราซึ่งนั่งเล่นอยู่ด้านหน้าประตูทางเข้าปรางค์ประธาน คุณตาผู้นี้มีท่วงท่าสำรวม เต็มไปด้วยสมาธิและความมั่นใจ โดยนอกจากฝีมือระนาดที่กลมกล่อมแล้ว ยังมีประสาทหูที่ละเอียดไวพร้อมไหวพริบปฏิภาณทางดนตรีที่น่าทึ่ง โดยบางครั้งเมื่อมีผู้ผิวปากเป็นเพลงหรือมีเสียงขลุ่ยลอยมาจากด้านนอกกำแพง คุณตาก็จะจับไม้ขึ้นบรรเลงเพลงระนาดล้อคลอหรือผันท่วงทำนองเหล่านี้ต่อไปอย่างสนุกสนาน สร้างความรื่นรมย์มีชีวิตชีวาให้กับผู้คนที่ผ่านมาผ่านไปเป็นอย่างยิ่ง

    คิดถึงคุณตาผู้มีฝีมือและพรสวรรค์ทางดนตรีท่านนี้แล้ว ก็ให้รู้สึกเสียดายแทนคณะนักท่องเที่ยวกิตติมศักดิ์จากประเทศไทยบางคณะ เพราะเมื่อป่าวประกาศว่าจะมีการไปเยือนปราสาท “อย่างเป็นทางการ” คราใด ก็ย่อมจะไม่มีโอกาสได้เห็นบรรยากาศรื่นรมย์เป็นกันเองของผู้คนพื้นถิ่น รวมทั้งเสียงเพลงของคุณตาด้วย เนื่องจากปราสาททั้งบริเวณจะถูก “ทำความสะอาด” เก็บกวาดสามัญชนชาวกัมพูชาทั้งหลายออกไปเป็นการชั่วคราว

    กลับมาพินิจชมศิลปกรรมกับสถาปัตยกรรมของปราสาทตาพรมอีกครั้ง เราพบว่าอาคารทั้งหลายในปราสาทแห่งนี้มีลักษณะทึบตัน โดยการตกแต่งประดับประดา เช่น หน้าต่างหลอกที่ทำเป็นลายผ้าม่าน ลวดลายทับหลังที่ออกจะดูป้อมๆ อัปสราร่างท้วมหลายนาง ฯลฯ ก็ทำให้เห็นชัดตามตำราว่าปราสาทได้รับการสร้างขึ้นในยุคบายน หรือรัชสมัยของกษัตริย์ชัยวรมันที่ ๗

    หลังเยี่ยมชมปราสาทตาพรมเรียบร้อย เราเดินออกประตูระเบียงคดด้านทิศเหนือ ไม่นานก็พบปรางค์หินทรายตั้งอยู่โดดเดี่ยวบนฐานกระเบื้องสลับสีขาว - แดงที่ปูขึ้นใหม่ ปรางค์เดี่ยวซึ่งยอดบางส่วนได้พังทลายลงนี้มีชื่อว่าปราสาทเยียยปึว (เยียย แปลว่า คุณยาย หรือแม่ของแม่ ส่วนปึวเป็นชื่อยอดนิยมชื่อหนึ่งของสตรีกัมพูชา)

    หน้าบันรูปพระวิษณุ (ถือสังข์และจักรในมือ) แสดงปางร่ายรำ ปราสาทเยียยปึว


    ปราสาทเยียยปึวมีผังเป็นรูปจัตุรัสขนาด ๗ คูณ ๗ เมตร หันหน้าออกสู่ทิศตะวันออกซึ่งมีพระอุโบสถยุคปัจจุบันตั้งบังอยู่ จุดเด่นของปราสาทได้แก่หน้าบันด้านตะวันตกซึ่งจำหลักเป็นรูปพระวิษณุร่ายรำ ใต้หน้าบันเป็นทับหลังขนาดใหญ่จำหลักเป็นแถวเทพนมและหมู่พราหมณ์ซึ่งกำลังบูชาพระพุทธเจ้าปางสมาธิ แต่พระพุทธองค์ทรงสวมมงกุฎและกุณฑล รวมทั้งมีใบหน้าละม้ายคล้ายเทพฮินดู ซึ่งอาจสะท้อนถึงการดัดแปลงรูปจำหลักที่มีอยู่แต่เดิม ดังเช่นที่เกิดขึ้นที่ปราสาทตาพรมไม่ไกลกันด้วย

    และเช่นเดียวกับปราสาทตาพรม ศิลปกรรมที่ปราสาทเยียยปึวสะท้อนยุคสมัยการก่อสร้างได้แก่ ยุคบายน (หรือหลังบายน) อย่างชัดเจน

    ตาแก้วในความทรงจำ

    เมื่อหวนระลึกถึงตาแก้วและประสบการณ์ที่ปราสาทสามสี่แห่งเหล่านี้ครั้งใด ผมก็ให้รู้สึกเอิบอิ่มเบาสบายไปเสียทุกครั้ง ความรู้สึกเช่นนี้แตกต่างไปจากความประทับใจที่ได้รับจากการเที่ยวชมปราสาทอื่นๆ ซึ่งอาจยิ่งใหญ่กว่า วิจิตรพิสดารกว่า หรือเข้าถึงได้ยากกว่าปราสาทพื้นๆ ที่ชายขอบจังหวัดตาแก้วนี้

    หลังจากเพียรถามตัวเองหลายครั้งว่าเหตุใดจึงเกิดความรู้สึกพิเศษกับประสบการณ์เยี่ยมชมปราสาทที่ไม่ถึงกับโดดเด่นสะดุดตาดังกล่าว ผมก็ได้คำตอบว่า ในหลายๆ ครั้ง การพบเห็นสิ่งซึ่งเกินปกติอาจไม่ได้ติดลึกในความทรงจำเท่ากับการประสบสิ่งสามัญที่ค่อยๆ ระดมเข้าสู่ช่องทางสัมผัสของเราด้วยรูปที่แตกต่าง มุมมองที่แปลกตา เสียงที่เสนาะหู และกลิ่นที่หอมอวลอยู่ในใจ

    ในแง่นี้ การเยี่ยมชมปราสาทโบราณที่พนมจิโซร์ เนียงเขมา และตนเลบาตี ได้นำผมไปประสบสิ่งซึ่งปรุงประสบการณ์และปรนเปรออายตนะทั้งหลายเกือบครบถ้วน โดยสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเกินเลยไปกว่าความธรรมดาอย่างมากมาย

    ผมคิดถึงมุมเงยสู่พนมจิโซร์จากจุดเผชิญหน้าที่อาคารโบราณใหญ่ร้าง

    กลิ่นดอกสำโรงที่ปราสาทเนียงเขมา

    เสียงระนาดของคุณตาที่ตนเลบาตี

    แล้วจึงตระหนักว่า หากเปิดใจให้กว้าง ไม่ว่าใครก็สามารถประสบสิ่งพิเศษรอบๆ ตัวได้ไม่ยาก รวมทั้งคงเก็บเกี่ยวประสบการณ์พิเศษจากสิ่งเหล่านี้ได้มากกว่าที่คาดอีกด้วย


    บรรณานุกรม

    Briggs, Lawrence Palmer. The Ancient Khmer Empire. Bangkok: White Lotus, 1999 (First published in 1951).

    เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระ. เขมรสามยก. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๓๖.

    สุภัทรดิศ ดิศกุล, ม.จ.. ศิลปะขอม. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๓๙.