Ploy's profileคุณพลอยPhotosBlogListsMore Tools Help

คุณพลอย

สัพเพเหระ

Ploy Sansukchot

Location
June 03

Happy Birthday to ME!

 
วันเกิดอีกแล้ว
เกิดจริงๆ ไม่ใช่เกิดอยากจะเรียกร้องความสนใจ 5555
 
เริ่มสงสัยว่า ควรรู้สึกอย่างไรในวันเกิดครบรอบ 27 ปี
 
1. ทำไมปีๆ นึงมันผ่านไปเร็วยังงี้ (วะ)
นอกจากวันปีใหม่แล้ว ก็มีวันเกิดนี่แหละที่ทำให้รู้สึกว่าเวลามันผ่านไปเร็วจังวุ้ย
เหมือนกระพริบตาทีเดียวก็ข้ามปีซะแล้ว
 
2. นี่ฉันแก่หรือยัง
ถึงจะยังไม่เข้าข่าย "โบ๊ะหน้าหนา โหยหาอดีต กรี๊ดเด็กหนุ่ม ทุ่มซื้อครีมทาหน้า" 
ก็เริ่มเจียมตัวนิดหน่อยแล้วว่า เวลาเรียกใครให้ใช้คำว่า "คุณ" นำหน้าดูจะปลอดภัยกว่า
การทึกทักเรียกใครว่าพี่ อาจไม่ฟังน่าเอ็นดูอีกต่อไป เพราะหนังหน้าเริ่มไม่ให้
ไม่เคยคิดว่าตัวเองแก่ แค่คิดว่าอายุมากขึ้นเท่านั้นเอง เป็นเรื่องธรรมชาติ 555
 
3. กลับไปอ่านบล๊อกที่เขียนในวันเกิดครบอายุ 25
"... จำได้ว่าตอนอายุ 12 ชั้นเคยคิดว่าผู้หญิงอายุ 25 นี่ช่างดูแก่เสียนี่กระไร เธอพร้อมจะมีหน้าที่การงานที่ดี มีรถ มีบ้าน มีครอบครัวเป็นของตัวเอง.."
วันนี้อายุ 27 แล้ว ชั้นไม่เห็นจะคิดว่าตัวเองจะแก่ซักเท่าไหร่เลย Open-mouthed ถึงไอ้หลายๆ ข้อข้างบนจะมีบ้างไม่มีบ้างก็เถอะ .. 
 
4. คิดว่าวันนี้ในปีหน้าจะกำลังทำอะไรอยู่
คงอ้วน หน้าดำทำ dissertation และนับวันจะได้กลับบ้าน
 
---
ขอบคุณทุกคำอวยพร ทุกความปราถนาดีจากทุกคน
ขอบคุณเฟซบุค ที่เป็นสื่อกลางบอกวันเกิดเราให้ชาวบ้านรู้ (อย่างไม่ประเจิดประเจ้อ 555)
 
ขอบคุณมากๆ นะคะ Red rose
 
 
December 26

Safety Video

 
วีดีโอการแสดงสำหรับงานเลี้ยงปีใหม่ที่ที่ทำงาน
ขำมาก เล่นกันไปขำกันไป
ขนาดตัดต่อเอง ดูมาร้อยรอบก็ยังขำ 55
 
ดูแล้วช่วยคอมเม้นด้วยละกันค่า ^^
 
 
December 18

ชีวิต 170 cm.

วันก่อนเดินเที่ยวเล่น ไปเจองานหนังสือการ์ตูนลดราคา
ปะเหมาะเจอหนังสือการ์ตูนเล่มนึง ที่เคยยืมพี่ปอนมาอ่านภาคสอง
วันนี้ได้เจอภาคแรก..เลยสอยมาอ่านแก้ว่าง
 
อ่านแล้วนึกถึงชีวิตตัวเอง ที่มีเงื่อนไขตรงข้ามกับหนังสือโดยสิ้นเชิง
ชีวิตเค้าน่ะ "150 cm."
ส่วนชีวิตดิฉันนะเรอะ.. "170 cm." ฮ่ะ
 
หลายคนคงคิดว่า ความสูงร้อยเจ็ดสิบนี่มันช่างฟังดูดีอะไรอย่างนี้
ช่างชวนให้นึกถึงนางแบบหุ่นเพรียวลมในชุดบิกินี่ ที่หน้าท้องแห้งราวกับไม่มีลำใส้ และไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน
ความสูงร้อยเจ็ดสิบของดิฉันหาเป็นเช่นนั้นไม่
ขอให้คุณลองนึกถึงหญิงร่างใหญ่ ไซส์แอลระยะสุดท้าย หุ่นไล่ๆ กับนักมวยรุ่นจูเนียร์เวลเตอร์เวท
พบกับความรันทดสุดๆ ได้ใน "ชีวิต 170 cm." ...
 
1. เสื้อผ้า
..สิ่งหนึ่งที่ดิฉันค้นพบเมื่อหมาเลียก้นไม่ถึงแล้ว ก็คือ คนตัวใหญ่ที่ไม่ใช่คนอ้วน จะดูมีขนาดปกติในสายตาคนอื่น ..เวลาซื้อเสื้อผ้านั้นจึงแสนจะหดหู่ใจค่ะคุณ มิใยที่จะพยายามบอกคนขายว่า "ขอดูไซส์ใหญ่สุดค่ะ" หรือ "ใหญ่สุดที่พี่มีนี่ตัวไหนคะ" คุณคนขายส่วนใหญ่มักคะยั้นคะยอให้ลองขนาดปกติก่อน ก่อนจะพบว่ามันใส่ไม่ได้ (โว้ยย) ..ทำไมบอกแล้วไม่เชื่อกันมั่ง (วะ) -_-"
หรือบางที แม้จะเป็นตัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร้าน ดิฉันก็ยังใส่ไม่ได้.. คุณคนขายก็พยายามร่ายมนต์อีกว่า ใส่ไปเรื่อยแล้วมันจะยืดค่ะน้อง ..พาลให้ดิฉันนึกในใจว่า "พี่คะ อย่างงี้หนูว่าต้องรอให้มันย้วยแล้วแหละ หนูถึงจะใส่ได้อ่ะ.." เบร่ออออ...
 
ถ้าจะให้ยกตัวอย่างชัดๆ ขอเริ่มต้นที่ "ชุดแซค" ..ชุดแซคเป็นชื่อเล่นของชุดเสื้อ-กระโปรง ที่ติดกันเป็นชุดเดียว สำหรับคนสูง 150 ชุดแซคลวดลายสดใสที่ขายตามท้องตลาดอาจยาวไปหน่อย...สอยขึ้นก็เรียบร้อย แต่สำหรับคนสูง 170 แล้ว... ดิฉันซื้อมาใส่แล้วไม่กล้าออกจากบ้าน สั้นยิ่งกว่าใส่ไมโครสะเกิ๊ด ถ้ายังอยากใส่อยู่ ทำได้อย่างเดียวคือตัดออกไป 7-8 นิ้ว จากชุดแซค จะกลายเป็นเสื้อเชิ้ตเก๋ไก๋ในทันใด...แล้วดิฉันจะซื้อชุดแซคไปทำไม (วะ).. ในเมื่อต้องเอามาใส่เป็นเสื้อเฉยๆ .. เฮ้ออ..
 
"กระโปรง/กางเกง".. ก็เหมือนชุดแซคแหละค่ะคุณ กระโปรงหรือกางเกงตามท้องตลาดไซส์มาตรฐานหญิงไทยนั้น ไม่ต้องไปพูดถึง.. คนตัวเล็กซื้อกระโปรงปกติแล้วตัดให้สั้นเนี่ย ง่ายกว่าเลาะให้ยาว หรือหาผ้ามาต่อชายตั้งแยะค่ะ ...เพราะบางทีเวลาเลาะชายกระโปรงเนี่ย ช่างตัดเสื้อก็แสนจะประหยัดผ้า เหลือชายพับไว้ข้างในแค่ครึ่งนิ้ว ครั้นอิฉันจะเลาะ ก็ยาวกว่าเดิมได้ไม่เกินสองเซ็นติเมตร.. เฮ้อ.. กางเกงยาวเท่าข้อเท้า ดิฉันก็ใส่เหลือห้าส่วน แต่ถ้าริอยากใส่กางเกงสี่ส่วนก็ต้องซื้อกางเกงห้าส่วนมาใส่ ..ไม่ต้องพูดถึงกางเกงขายาวค่ะ เพราะหายากยิ่งกว่างมเข็ม.. ตัวที่ซื้อจึงดูออกง่ายๆ ว่าถ้าตัวไหนขาเต่อขาลอยล่ะก็..ยายพลอยซื้อมาแน่ๆ ....นอกจากจะเสียอกเสียใจที่ซื้ออะไรมาใส่แล้วไม่สวยเหมือนใครเขา บางทียังต้องเสียดายเงินด้วย ซื้อมาไม่คณาตัวเองเนี่ย...เงินบินหนีไปนักต่อนักแล้ว
 
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมดิฉันถึงพิศมัยการตัดเสื้อ เพราะดิฉันจะไม่มีวันต้องช้ำใจเวลาซื้อเสื้อผ้าแล้วไม่มีไซส์ แถมใส่ได้ค่อนข้างแน่นอน แบบก็(คิดว่า)เก๋ไก๋จากการออกแบบของตัวเอง อย่างไรก็ดี อันนี้ไม่นับช่างตัดเสื้อ (ซึ่งไม่คุ้นเคยกับดิฉัน) ที่ช่วยลดขนาดให้ โดยให้เหตุผลกะดิฉันว่า .."เอ่อ.. พี่นึกว่าพี่วัดผิดอ่ะค่ะ ก็เลยกลับเลขเอา" .. งานนั้นดิฉันได้กระโปรงเอวหลวมโพรกแต่สั้นจุ๊ดจู๋มาหนึ่งตัว ..อดค่อนในใจไม่ได้ว่า "..เฮ้ย..คิดได้ไงวะ กลับขนาดเอวกะความยาวเนี่ย..อ๊ายยยยยยยยยย.."
 
 
แค่นี้ยังน้อย ..เดี๋ยวมาเล่าต่ออีกทีค่ะ ยังมีอีกสารพัดเรื่อง ว่าด้วยความสูงได้ระดับมาตรฐานชายไทยของดิฉันเนี่ย..ฮ่า
 
December 08

หลายปราสาทที่ตาแก้ว: วันเดียวก็เที่ยวได้

วันนี้มีอะไรมาให้อ่านกันค่ะ
หัวเรื่องอาจดูห่างไกลความสนใจของใครหลายคน แต่เชื่อว่าเมื่ออ่านแล้วจะพบว่าสนุกเพลินใจดีไม่น้อย

เมื่อครั้งไปฝึกงานที่พนมเปญปลายปีก่อน แล้วมีเวลาว่างเหลือเพียงหนึ่งวันก่อนเครื่องบินจะออกในตอนเย็น พยายามหาที่ไปอยู่หลายแห่ง ก่อนจะนึกถึงกูรูด้านศิลปะกัมพูชาอย่างพี่วิชชุ (นักการทูตหนุ่มจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ รุ่นเผาสถานทูต ^^) ที่กรุณาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ไกลจากพนมเปญนักให้ พร้อมกำกับกำชาหลายอย่าง ทั้งเส้นทาง รายละเอียดทางประวัติศาสตร์ และ "ไฮไลท์" ของโบราณสถานในจังหวัดตาแก้ว ซึ่งเพียงแค่ฟังใจก็เตรียมสนุกไปก่อนหน้า

และเมื่อได้ไปเห็นจริงๆ ก็ไม่ผิดหวัง เหล่าปราสาทที่กูรูแนะนำล้วนสร้างความประทับใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าที่ใดที่เคยไปเยี่ยมชม เมื่อกลับมารีบไปขอบพระคุณพี่วิชชุ พร้อมเอารูปไปยืนยัน (ว่าไปมาจริงๆ นะคะพี่...ฮา) จึงได้ทราบว่า พี่วิชชุมีโครงการจะเขียนบทความเกี่ยวกับปราสาทในจังหวัดตาแก้วอยู่ ยังไงอาจจะได้ใช้รูปของพลอยเป็นรูปประกอบ.. โอ้โห ฟังแล้วหัวใจชุ่มชื่น รู้สึกราวกับหนูตัวจ้อยได้รับพรวิเศษจากราชสีห์ แหมมันช่าง "เท่ห์" ดีจริงๆ

การณ์ล่วงเลยเป็นหลายเดือน กระทั่งสัปดาห์ก่อนได้รับเอกสารจากพี่วิชชุ เป็นวารสารเมืองโบราณฉบับล่าสุด ซึ่งมีบทความของพี่วิชชุ และรูปถ่ายของตัวเองปรากฎอยู่
หัวใจแช่มชื่นโดยพลัน


และนี่คือบทความในวารสารฉบับนั้นค่ะ

 

หลายปราสาทที่ตาแก้ว: วันเดียวก็เที่ยวได้


เรื่อง: วิชชุ เวชชาชีวะ
ภาพ: อัญชลี แสนสุขโชติ, กันยายน ๒๕๕๐

ใครที่เคยไปเยือนกรุงพนมเปญ นครหลวงของกัมพูชา คงได้เข้าชมสถานที่สำคัญ ได้แก่พระราชวังเขมรินทร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และค่ายกักกันโตแสลง ซึ่งแม้เมื่อรวมรายการซื้อของที่ระลึกเข้าด้วยกันแล้ว ก็ยังสามารถรวบรัดกระทำกิจเหล่านี้ให้เสร็จสิ้นลงได้ภายในวันเดียว จึงมักเกิดคำถามว่ากรุงพนมเปญและบริเวณรอบๆ ไม่มีอะไรอื่นที่น่าสนใจให้เยี่ยมชมอีกหรือ เพื่อการเดินทางไปถึงทั้งทีจะได้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ในบรรดาสถานที่ซึ่งพอจะแนะนำเพิ่มเติม คงไม่มีที่ใดน่าตื่นตาตื่นใจเท่ากับร่องรอยอารยธรรมจำนวนมากในจังหวัดตาแก้วซึ่งอยู่ห่างจากกรุงพนมเปญไม่ไกลนัก ผู้ที่มีเวลาเหลือสักหนึ่งวันอาจวางแผนไปชมปราสาทโบราณสามสี่แห่งที่อยู่ชายขอบจังหวัดนี้ได้ โดยใช้เวลาเดินทาง (เที่ยวเดียว) ประมาณหนึ่งชั่วโมง สามารถไปเช้าเย็นกลับได้สบายๆ

ตาแก้วและอำเภอชายขอบ

ตาแก้วถือเป็นจังหวัดที่มีร่องรอยอารยธรรมเก่าแก่และหลากหลายที่สุดของกัมพูชา ไล่มาตั้งแต่ยุคฟูนัน เจนละ และยุคเมืองพระนครช่วงต่างๆ ทั้งก่อนและหลังนครวัด ร่องรอยอารยธรรมเหล่านี้กระจายตัวอยู่ในพื้นที่กว้างใหญ่ของจังหวัดซึ่งมีรูปร่างยาวจากเหนือสู่ใต้ไปจนจรดชายแดนเวียดนาม

แม้ว่าหนทางเข้าถึงสถานที่ส่วนใหญ่จะไม่สู้ดี แต่ในอำเภอบาตีและอำเภอสำโรงซึ่งตั้งอยู่ชายขอบบนของจังหวัดก็มีปราสาทโบราณที่อยู่ในรัศมีเพียง ๓๕ - ๖๐ กิโลเมตรจากกรุงพนมเปญเท่านั้น พอจะชดเชยกับรถราที่อาจต้องวิ่งช้าลงในถนนบางช่วงได้โดยไม่ต้องใช้ความอดทนจนเกินไป

จากพนมเปญไปตามทางหลวงหมายเลข ๒ โบราณสถานแห่งแรกที่พบเมื่อเข้าสู่จังหวัดตาแก้วจะได้แก่ปราสาทตาพรมและปราสาทเยียยปึวที่ตนเลบาตี ถัดไปอีกนิดจะเป็นปราสาทในวัดที่มีชื่อเดียวกันว่าเนียงเขมา จากนั้นก็จะถึงปราสาทบนภูเขาชื่อพนมจิโซร์

ผู้สนใจอาจแวะชมปราสาทเหล่านี้ก่อนหลังได้ตามใจชอบ แต่จากประสบการณ์ส่วนตัว ใคร่ขอแนะนำให้มุ่งไปยังปราสาทซึ่งอยู่ไกลที่สุดก่อน แล้วจึงค่อยย้อนขึ้นมาเก็บปราสาทที่เหลือตามรายทางข้างต้น ดังจะเล่าสู่กันฟังกันข้างล่างนี้

พนมจิโซร์

พนมจิโซร์จากระยะไกล (ภาพ : วิชชุ เวชชาชีวะ, เมษายน ๒๕๔๔)


เมื่อครั้งทำงานอยู่ที่กรุงพนมเปญ หากวันหยุดใดที่ต้องพาผู้มาเยือนเปลี่ยนบรรยากาศออกไปนอกเมือง สถานที่หนึ่งซึ่งเรามักคิดถึงก็คือเขาพนมจิโซร์ ซึ่งมีปราสาทโบราณตั้งอยู่ริมหน้าผาสูง

หนทางไปก็ไม่ยากเย็นอะไร จับทางหลวงหมายเลข ๒ ไปเรื่อยๆ จนเมื่อได้ระยะทางประมาณ ๖๒ กิโลเมตรจากพนมเปญ ก็ให้ดูทางแยกด้านซ้ายมือซึ่งจะมีป้ายชื่อสถานที่ เลี้ยวไปตามถนนลูกรังเส้นนี้อีกราว ๕ กิโลเมตร ภาพที่เห็นจะเป็นภูเขาซึ่งมีความสูงราว ๓๘๐ เมตรตั้งตระหง่านอยู่ หากเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ตีนเขาพนมจิโซร์ด้านนี้ก็จะพบกับบันไดทางขึ้นซึ่งสร้างใหม่อยู่ถึงสองทาง

บันไดด้านทิศตะวันตกเป็นบันไดตรง มีจำนวน ๑๘๐ ขั้น ส่วนบันไดด้านทิศใต้เป็นบันไดเวียน มีจำนวน ๔๐๘ ขั้น

อย่างไรก็ดี มุมมองจากทิศตะวันตกหรือทิศใต้นี้จะไม่พบปราสาทพนมจิโซร์ซึ่งถูกบดบังด้วยเหลี่ยมเขาและแมกไม้เบื้องบน ดังนั้น หากอดใจไม่เข้าสู่ตีนเขาทันที แต่อดทนตรงต่อไปตามถนนซึ่งค่อนข้างจะขรุขระ ก็จะได้พบกับทัศนียภาพอันน่าตื่นตายิ่งขึ้นของทั้งธรรมชาติและร่องรอยอารยธรรม

แล่นรถเลยภูเขามาตามถนนเส้นเดิมซึ่งเบนออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้นิดๆ เราจะพบเห็นภาพด้านข้างและด้านหน้าของเขาพนมจิโซร์ท่ามกลางท้องทุ่งเขียวสดและบึงน้ำที่เต็มไปด้วยบัวชมพู ริมผาเบื้องบนเขาปรากฏเป็นภาพหมู่อาคารสีน้ำตาลเรียงรายอยู่บนแนวฐานยาวสองระดับ พร้อมทางบันไดที่ทอดตัวลงซอยหน้าผาชันออกเป็นเส้นสายลดหลั่นไล่ลงมาเรื่อยๆ จนถึงพื้นล่าง

บางครั้งที่ผมเดินทางไปพนมจิโซร์ ผมจะขอให้คนรถหาทางเลี้ยวจากถนนเส้นนี้เข้าสู่ถนนอัดดินด้านซ้าย แล้ววิ่งขนานไปกับแนวเขาด้านตะวันออกเพื่อหาจุดเผชิญหน้ากับภูเขา ที่นั่น มีอาคารใหญ่ก่อด้วยศิลาแลงตั้งอยู่ โดยมีแนวถนนเก่าวิ่งออกจากอาคารเข้าสู่โคปุระที่ตีนบันไดทางขึ้นปราสาทพนมจิโซร์อย่างพอเหมาะพอดี ถนนนี้ทำหน้าที่เป็นแกนหลักของผังบริเวณอันกว้างใหญ่ซึ่งถือเอาภูเขาทั้งลูกเป็นจุดศูนย์กลางโดยมีกลุ่มอาคารเทวสถานทำหน้าที่เสมือนเป็นมงกุฎสวมอยู่เบื้องบน

โคปุระชั้นนอกสุด ปราสาทพนมจิโซร์ มองเห็นบันไดและกลุ่มปราสาทเบื้องหลัง (ภาพ : วิชชุ เวชชาชีวะ, เมษายน ๒๕๔๔)


สำหรับอาคารศิลาแลงขนาดใหญ่ซึ่งคงเป็นโคปุระชั้นนอกสุดนี้มีผังเป็นรูปกากบาท มีประตูทางเข้าทุกด้าน ปีกด้านข้างหรือด้านยาวยืดออกไปเป็นสองระยะ แต่ละระยะมีช่องเปิด (หน้าต่าง/ประตู) อยู่สามช่อง ที่น่าสนใจก็คือเหนือกรอบหน้าต่างมีแนวหินทรายสีส้มวางซ้อนอยู่ เหมือนเจตนาจะแกะสลักลวดลาย แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ (จนบางคนสงสัยว่ามีใครแอบมาใส่แทนลวดลายประดับที่ถูกแกะออกหมดแล้วหรือเปล่า)

นอกจากหน้าที่นำสายตาในเชิงภูมิสถาปัตย์แล้ว โคปุระชั้นนอกสุดนี้ก็อาจเป็นสถานที่ประทับพักหรือประกอบพิธีกรรมก่อนขึ้นสู่เทวสถานบนยอดเขาด้วย ทั้งนี้ แม้ว่าสภาพอาคารโดยรวมจะค่อนข้างทรุดโทรม แต่ก็ยังคงเค้าของความโอ่อ่าอยู่พอสมควร ปัจจุบัน ตรงกลางอาคารมีมณฑปปูนยุคใหม่ก่อขึ้น ดูแย้งกับอาคารเดิมอย่างแปลกตา

เป็นที่น่าเสียดายว่าผู้มาเยือนพนมจิโซร์ส่วนใหญ่มักมาไม่ถึงโคปุระชั้นนอกสุดซึ่งตั้งประจันหน้ากับภูเขาและปราสาทเบื้องบนแห่งนี้ เหตุผลอาจเป็นเพราะไม่ทราบ หรือไม่อยากเสียเวลากับหนทางวิบาก แต่สำหรับผมแล้ว การได้ชมปราสาทพนมจิโซร์จากตำแหน่งอันจำเพาะนี้ ถือเป็นประสบการณ์ที่อิ่มเอมและติดตรึงอยู่ในความทรงจำเสมอ เมื่อเงยหน้ามองภูเขาจากแนวถนนที่วิ่งออกจากอาคาร ปราสาทพนมจิโซร์เหมือนถูกยกลอยขึ้นแขวนค้างไว้กับแนวเขาลำเนาไม้ให้ได้พินิจชมจนสมใจ

หลังจากใช้เวลาพอสมควรที่บริเวณโคปุระแล้ว ก็ขอพาท่านนั่งรถย้อนกลับมาตีนเขาเพื่อขึ้นบันไดไปชมปราสาทเบื้องบน คนขี้เกียจอย่างพวกเราขอเลือกบันไดด้านตะวันตกเพราะมีจำนวนขั้นบันไดน้อยกว่าด้านใต้มาก

ปราสาทประธานของพนมจิโซร์ที่ได้รับการดัดแปลงให้เป็นวัด


ค่อยๆ เดินขึ้นมาพักใหญ่ ก็จะถึงยอดเขาซึ่งบรรยากาศสดชื่นด้วยร่มไม้และสายลมโชย สิ่งก่อสร้างแรกๆ ที่เห็นคงจะเป็นแนวระเบียงคดก่อด้วยศิลาแลง ทำหน้าที่เสมือนเป็นกำแพงไปด้วยในตัว

ระเบียงคดนี้มีขนาดกว้างยาวประมาณ ๔๕ คูณ ๕๐ เมตร หันด้านทึบออกสู่ภายนอก ส่วนด้านในมีลักษณะเป็นช่องหน้าต่างขนาดใหญ่เต็มผนังเรียงรายไปตลอดแนว ตัวระเบียงมีประตูทางเข้าสองแห่งอยู่ตรงกลางของด้านตะวันออกและตะวันตก ส่วนแนวระเบียงทิศเหนือและใต้แม้จะมีประตูอยู่ตรงกลางเช่นกัน แต่หันช่องเปิดด้านเดียวเข้าสู่พื้นที่ภายในเท่านั้น

ภายในระเบียงคดประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างน้อยใหญ่อยู่แปดหลัง มีรูปลักษณ์หลากหลายปะปนกัน อาคารประธานซึ่งถูกดัดแปลงเป็นวิหารในพุทธศาสนาก่อด้วยอิฐ แต่ประตู ทับหลัง และชิ้นส่วนประดับล้วนเป็นหินทรายจำหลักลาย อาคารขนาดเล็กอื่นๆ ส่วนใหญ่ก่อขึ้นด้วยอิฐ นอกจากบรรณาลัยสองหลังที่มีผนังก่ออิฐ แต่ช่องแสง กรอบประตู ทับหลังและหน้าบันสลักจากหินทรายสีขาวอมชมพูเป็นลวดลายวิจิตรงดงาม

ทับหลัง หน้าบัน และเครื่องประดับตกแต่งของปราสาทพนมจิโซร์


สำหรับศิลปกรรมและลวดลายประดับที่ปราสาทพนมจิโซร์นี้ ส่วนใหญ่สะท้อนรูปแบบคาบเกี่ยวระหว่างยุคคลัง (เช่น ปลายกรอบหน้าบันเป็นรูปหน้ากาลคายนาคสวมมงกุฎ) กับยุคบาปวน (เช่น ทับหลังมีรูปเทพหรือบุคคลเหนือหน้ากาล ตำแหน่งหน้ากาลอยู่ด้านล่างของทับหลังและคายมาลัยโค้งยาวโดยไม่ได้มีการแบ่งเป็นสี่ส่วนเหมือนต้นยุคคลัง) ซึ่งดูจะสอดคล้องกับประวัติความเป็นมาที่เชื่อกันว่าปราสาทสร้างขึ้นในรัชสมัยของสูรยวรมันที่ ๑ (ค.ศ. ๑๕๕๓ - ๑๕๙๓) อย่างไรก็ดี กลุ่มอาคารที่มีรูปสถาปัตยกรรมหลากหลายทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่า พื้นที่แห่งนี้อาจมีโบราณสถานยุคเก่าตั้งอยู่ก่อนแล้ว ต่อมาจึงได้มีการดัดแปลงและขยายเพิ่มเติมให้โอ่อ่าอลังการขึ้นในรัชสมัยของสูรยวรมันที่ ๑

แม้ว่ากาลเวลาที่ผ่านมายาวนานจะได้สร้างความชำรุดทรุดโทรมให้กับปราสาทพนมจิโซร์ แต่คนในพื้นที่เล่าว่า ซากปรักหักพังที่เห็นอยู่ก็เป็นผลส่วนหนึ่งจากสงครามกลางเมืองกัมพูชาในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๓ - ๒๕๑๘ ด้วย โดยช่วงนั้น มีรายงานว่ากองกำลังเวียดกงได้มาอาศัยบริเวณปราสาทเป็นที่หลบซ่อนตัว เครื่องบินของรัฐบาลลอนนอลและพันธมิตรอเมริกันจึงพากันมาทิ้งระเบิดถล่มจนปราสาทหลายส่วนชำรุดเสียหาย

เมื่อรับรู้ประวัติศาสตร์โบราณคดีของพนมจิโซร์กันพอสมควรแล้ว ก็จะขอพามานั่งพักเหนื่อย ฟังตำนานสนุกๆ เกี่ยวกับความเป็นมาของปราสาทเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศดีกว่า

ทับหลังของปราสาพนมจิโซร์


ตำนานพื้นถิ่นนี้เล่าว่า กาลครั้งหนึ่ง เมื่อกษัตริย์สุริยเทเวศทำพิธีฉลองวันประสูติพระโอรส มีเจ้านาย ขุนนาง ข้าราชบริพาร และนักบวชต่างๆ พากันมาถวายพระพร ในจำนวนนั้น มีพราหมณ์ผู้หนึ่งซึ่งถวายพรได้ประหลาดที่สุด คือขอให้พระโอรส “มีพละกำลังเหมือนมด มีอำนาจเหมือนศพ เด็ดขาดเหมือนสตรี” ซึ่งเมื่อกษัตริย์สุริยเทเวศได้ยินก็ถึงกับเคืองพระทัย แต่ก็ได้ให้โอกาสพราหมณ์อธิบายเพิ่มเติม

พราหมณ์จึงให้ช่างหลวงหล่อโลหะเป็นรูปมนุษย์ขนาดเท่าคนจริง แล้วให้ข้าราชบริพารแต่ละคนลองยกให้ลอยขึ้น แต่ไม่มีผู้ใดทำได้ จากนั้น พราหมณ์จึงขอเข็มโลหะขนาดเท่าตัวมดมาเคลือบน้ำผึ้งแล้ววางไว้ ไม่นาน มดตัวหนึ่งก็เดินเข้ามายกเข็มโลหะนั้นไป ผู้คนจึงพากันแซ่ซ้องสรรเสริญพรข้อแรก

เพื่ออธิบายพรข้อสอง พราหมณ์ให้คนหาศพเจ็ดประเภทคือ หญิงตายทั้งกลม คนตายเพราะพิษงู เพราะถูกแทง ถูกสัตว์ขวิด จมน้ำ ถูกลงโทษแขวนคอ และถูกฟ้าผ่า เสร็จแล้วก็นำศพทั้งเจ็ดมาฝังพร้อมเพชรนิลจินดา แล้วแอบรอดูว่าจะมีใครมาขโมยไปหรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ศพใดเลย ผู้คนจึงพากันสรรเสริญพรข้อสอง

สำหรับพรข้อสาม พราหมณ์นำสามีภรรยายากจนคู่หนึ่งมาแยกสอบถาม พราหมณ์เสนอฝ่ายชายให้ฆ่าภริยาเพื่อแลกกับทรัพย์สินเงินทองจำนวนมหาศาล แต่ฝ่ายชายปฏิเสธทันที จากนั้น พราหมณ์เสนอภรรยาให้ฆ่าสามีเพื่อแลกกับความมั่งคั่ง ฝ่ายหญิงคิดอยู่คืนหนึ่งแล้วตอบตกลง โดยกล่าวว่าเธอพร้อมจะทำสิ่งที่จำเป็นต่อความอยู่รอดในระยะยาว

เมื่อได้ฟังคำอธิบายพรทั้งสาม กษัตริย์สุริยเทเวศทรงประทับใจในความลุ่มลึกของพราหมณ์ จึงแต่งตั้งให้เป็นราชครูของพระโอรส โดยสร้างเทวสถานบนยอดเขาพนมจิโซร์ตามคำขอของพราหมณ์เพื่อเป็นที่บำเพ็ญสมาธิ

ทวารบาลนั่งพิงเสาห้อยขา อารมณ์ขันของช่างชาวกัมพูชาในอาคารสมัยใหม่ที่พนมจิโซร์


จบตำนานปราสาทแล้ว ก็ขอพาท่านเดินเลียบแนวระเบียงคดด้านใต้ ซึ่งมีโบสถ์ของวัดยุคปัจจุบันผลุบโผล่ให้เห็นทางขวามือ ก่อนอ้อมมายังด้านหน้า (ทิศตะวันออก) เพื่อชมทัศนียภาพอันสวยงามเบื้องล่าง จากจุดนี้ เรายังสังเกตเห็นวิศวกรรมโครงสร้างของฐานปราสาทได้ชัดเจน โดยฐานดังกล่าวก่อขึ้นจากศิลาแลงขนาดใหญ่เป็นสองระดับ ตรงกลางฐานเป็นแนวบันไดชันที่ทอดลงสู่ตีนเขาซึ่งมีโคปุระแห่งหนึ่งตั้งรับอยู่ ไกลออกไปเป็นแนวถนนที่วิ่งไปสู่อาคารใหญ่ซึ่งเราได้ไปเยี่ยมชมกันก่อนขึ้นเขา

ทิวทัศน์เบื้องล่างพนมจิโซร์ แลเห็นแนวถนนโบราณที่ตรงมายังโคปุระชั้นนอก


อิ่มชมปราสาทพนมจิโซร์และทิวทัศน์จากเบื้องบนเขาแล้ว ก็จะขอพาท่านออกเดินทางย้อนไปตามถนนหลวงหมายเลข ๒ เพื่อเยี่ยมชมปราสาทอีกแห่งหนึ่งในอำเภอสำโรงที่มีชื่อเรียกว่าปราสาทเนียงเขมา

เนียงเขมา

ปราสาทเนียงเขมาตั้งอยู่ห่างจากกรุงพนมเปญประมาณ ๕๒ กิโลเมตร บนด้านขวาของทางหลวงหมายเลข ๒ แต่หากเดินทางมาจากพนมจิโซร์ ก็ขอให้สังเกตป้ายชื่อวัดเนียงเขมาทางด้านซ้ายมือเมื่อรถแล่นไปได้ราวๆ ๑๐ กิโลเมตร

เลี้ยวรถผ่านซุ้มประตูวัดแล้ว สิ่งที่พบเห็นได้แก่ปราสาทอิฐสองหลังซึ่งตั้งอยู่บนฐานสูง เคียงข้างโบสถ์สมัยใหม่ซึ่งคาดว่ามีรูปลักษณ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวัดพระแก้ว กรุงพนมเปญ

ปราสาทเนียงเขมาเป็นปราสาทอิฐสองหลัง ตั้งอยู่เคียงข้างโบสถ์สมัยใหม่


ปราสาทอิฐทั้งสองมีขนาดและรูปทรงใกล้เคียงกัน (องค์ใกล้โบสถ์ทางด้านใต้ใหญ่กว่าเล็กน้อย) ทั้งคู่หันหน้าออกสู่ทิศตะวันออกซึ่งเป็นด้านที่มีประตูทางเข้าเพียงด้านเดียว อีกสามด้านที่เหลือเป็นประตูหลอก ปราสาทองค์ใกล้โบสถ์อยู่ในสภาพดีกว่าอีกหลัง ทั้งในแง่โครงสร้างและลวดลายประดับ โดยเหนือประตูทางเข้ามีทับหลังหินทรายจำหลักลวดลายคมชัดงดงาม นอกจากนี้ บริเวณประตูยังมีเสาเหลี่ยมจำหลักลายที่อยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ และปรากฏอักษรโบราณจารึกอยู่บนกรอบประตูด้านในด้วย

ทับหลังของปราสาทเนียงเขมา


รูปแบบทับหลังที่มีหน้ากาลปรากฏตรงกลางทำให้นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่าปราสาทคงสร้างขึ้นในยุคบาแค็งหรือยุคเกาะแกร์ ในขณะที่จารึกบนกรอบประตูด้านใน เชื่อกันว่าทำขึ้นในสมัยของชัยวรมันที่ ๔ แห่งเกาะแกร์

เกี่ยวกับปราสาทอิฐสององค์ที่วัดเนียงเขมา เดิมคงมีอยู่สามหลังตามธรรมเนียมนิยม แต่ต่อมาหลังด้านในสุดคงพังทลายลง ปัจจุบันจึงมีการสร้างปราสาทองค์ที่สามขึ้นเติมให้ครบ อย่างไรก็ดี ปราสาทใหม่หลังนี้กลับมีรูปลักษณ์ลีลาไม่เข้ากับปราสาทสององค์แต่เดิมเลย

ในวันที่ผมและเพื่อนไปเยี่ยมชมปราสาท และเพลินอยู่กับศิลปกรรมที่หลงเหลือไม่มาก หากสร้างขึ้นด้วยฝีมือที่ประณีตวิจิตรยิ่ง เราได้กลิ่นหอมประหลาดอวลอยู่จนทำให้ต้องออกเดินค้นหาที่มา เมื่อเดินอ้อมโบสถ์มาทางใต้ เราพบกับต้นไม้ใหญ่ด้านข้างที่เผยพุ่มใบโปร่งให้เห็นช่อดอกขนาดเล็กสีแดงขลิบเขียวซึ่งมีรูปดอกสวยคล้ายกล้วยไม้อยู่เต็มต้น คนในวัดบอกว่าต้นไม้นี้มีชื่อว่า “สำโรง” ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับพื้นที่อำเภอ และเป็นชื่อต้นไม้ที่เมืองไทยมีอยู่เหมือนกัน แต่ถามไถ่พรรคพวกในวันนั้นก็ไม่มีใครเคยเห็นในบ้านเราเลยสักคน

อย่างไรก็ดี เมื่อนำรูปมาเปรียบเทียบกับตำราภายหลังก็เชื่อว่าคงเป็นต้นเดียวกัน โดยได้ทราบเกร็ดพิสดารของต้นสำโรงนี้ว่า ดอกมีกลิ่นหอมแรงจนถึงกับเหม็นเอียนได้ จึงนิยมปลูกไว้ในวัดเพื่อดับกลิ่นไม่พึงปรารถนา เช่นกลิ่นศพ ซึ่งถ้าเป็นจริงเช่นนั้น ก็แสดงว่าชาวกัมพูชาอาจมีธรรมเนียมปฏิบัติที่ไม่แตกต่างกันนัก เนื่องจากเราสังเกตเห็นต้นสำโรงที่วัดเนียงเขมาขึ้นอยู่ไม่ไกลสถูปเจดีย์ขนาดย่อมจำนวนมากที่ใช้บรรจุอัฐิผู้ตายข้างๆ โบสถ์ และในวันนั้นก็มีพรรคพวกบางคนที่เมื่อขึ้นรถออกจากวัดเนียงเขมาแล้ว ถึงกับออกปากว่าปวดศีรษะจากกลิ่นหอมเข้มของดอกสำโรงนี้

ตนเลบาตี

จากปราสาทเนียงเขมานั่งรถย้อนมาตามทางหลวงสายเดิม ก็จะพบทางเข้าปราสาทที่ตนเลบาตีอยู่ด้านซ้ายมือ

ว่าที่จริงแล้ว ปราสาทดังกล่าวอยู่ห่างจากกรุงพนมเปญเพียง ๓๕ กิโลเมตรเท่านั้น ใครที่ไม่อยากไปไกลถึงพนมจิโซร์หรือเนียงเขมาก็อาจมาแวะแค่ที่นี่ แล้วกลับพนมเปญเลยก็ได้

ความร่มรื่นในบริเวณปราสาทตาพรมที่ตนเลบาตี


“ตนเลบาตี” เป็นชื่อแม่น้ำที่บางช่วงมีขนาดใหญ่ดูคล้ายบึง ไม่ไกลจากฝั่งน้ำนี้เป็นที่ตั้งของปราสาทสองแห่ง คือปราสาทเยียยปึว ซึ่งเป็นปราสาทหินองค์เดียว ตั้งห่างจากแม่น้ำราว ๕๐ เมตร และปราสาทตาพรมแห่งตนเลบาตี (เรียกให้แตกต่างชัดเจนจากปราสาทตาพรมที่เมืองพระนคร) ซึ่งเป็นกลุ่มปราสาทที่อยู่ถัดเข้ามาอีกประมาณ ๑๐๐ เมตร

เนื่องจากเราสัญจรมาตามทางถนน สิ่งแรกที่เราพบเห็นจึงได้แก่กำแพงศิลาแลงขนาด ๑๐๐ คูณ ๑๓๐ เมตรของปราสาทตาพรม ไม่ใช่แม่น้ำซึ่งหลบลึกอยู่ด้านใน เมื่อเดินผ่านกำแพงนี้เข้ามาก็จะพบแนวระเบียงคดศิลาขนาด ๓๐ คูณ ๓๐ เมตร ซึ่งมีซุ้มประตูทางเข้า (โคปุระ) ในรูปทรงของปรางค์ปราสาทตั้งอยู่กึ่งกลางทั้งสี่ด้าน โดยทางเข้าหลักอยู่ด้านตะวันออก

ระเบียงคดและโคปุระของปราสาทตาพรม


ผ่านระเบียงคดเข้าสู่พื้นที่ภายใน เราพบบรรณาลัยหินสองหลังตั้งอยู่สองข้างทางที่มุ่งไปสู่ปรางค์ประธาน อาคารเหล่านี้สร้างด้วยหินทรายสีเทา ที่น่าสนใจก็คือแทนที่ตัวปรางค์ประธานจะมีอาคารมุขยื่นออกมาด้านหน้าเหมือนปราสาทขอมส่วนใหญ่ ก็กลับมีส่วนขยายออกไปทางด้านหลังเพื่อเชื่อมต่อกับโคปุระบนระเบียงคดด้านตะวันตก โกรส์ลิเยร์ (Groslier) สันนิษฐานว่า ส่วนเชื่อมต่อนี้อาจสร้างขึ้นหลังจากที่ปราสาทถูกเปลี่ยนจากเทวสถานมาเป็นพุทธสถาน ทั้งนี้ ยังเป็นที่น่าสังเกตด้วยว่าลวดลายประดับเสากรอบประตู หน้าบันและทับหลังของปราสาทต่างมีรูปพระวิษณุและพระพุทธเจ้าปะปนกันอยู่ นักวิชาการบางรายสันนิษฐานว่ารูปพระพุทธบางรูปที่เห็นนั้นก็อาจได้รับการปรับแปลงมาจากรูปจำหลักพระวิษณุที่มีอยู่แต่เดิม

ทับหลังรูปกวนเกษียรสมุทร ปราสาทตาพรม


เนื่องจากปราสาทตาพรมที่ตนเลบาตีตั้งอยู่บนเส้นทางสัญจรไปมาได้ไม่ยาก ทั้งจากอำเภอบาตีเอง หรือแม้กระทั่งจังหวัดกอนดาลและกรุงพนมเปญที่อยู่ถัดมาไม่ไกล จึงมักมีนักท่องเที่ยวพื้นถิ่นชาวกัมพูชาไปเยือนกันอย่างคึกคักเสมอๆ สร้างบรยากาศที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายเป็นกันเอง ท่ามกลางความขรึมขลังของผังบริเวณและสิ่งก่อสร้างแห่งอดีต

รูปจำหลักนางอัปสร ขนาบข้างหน้าต่างหลอกที่มีม่านห้อยประดับ อันเป็นลักษณะเฉพาะของศิลปะบายน โคปุระปราสาทตาพรม


อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งซึ่งมักทำให้ผมหวนระลึกถึงสถานที่แห่งนี้ด้วยความสุขลึก ก็คือเสียงระนาดของนักดนตรีชราซึ่งนั่งเล่นอยู่ด้านหน้าประตูทางเข้าปรางค์ประธาน คุณตาผู้นี้มีท่วงท่าสำรวม เต็มไปด้วยสมาธิและความมั่นใจ โดยนอกจากฝีมือระนาดที่กลมกล่อมแล้ว ยังมีประสาทหูที่ละเอียดไวพร้อมไหวพริบปฏิภาณทางดนตรีที่น่าทึ่ง โดยบางครั้งเมื่อมีผู้ผิวปากเป็นเพลงหรือมีเสียงขลุ่ยลอยมาจากด้านนอกกำแพง คุณตาก็จะจับไม้ขึ้นบรรเลงเพลงระนาดล้อคลอหรือผันท่วงทำนองเหล่านี้ต่อไปอย่างสนุกสนาน สร้างความรื่นรมย์มีชีวิตชีวาให้กับผู้คนที่ผ่านมาผ่านไปเป็นอย่างยิ่ง

คิดถึงคุณตาผู้มีฝีมือและพรสวรรค์ทางดนตรีท่านนี้แล้ว ก็ให้รู้สึกเสียดายแทนคณะนักท่องเที่ยวกิตติมศักดิ์จากประเทศไทยบางคณะ เพราะเมื่อป่าวประกาศว่าจะมีการไปเยือนปราสาท “อย่างเป็นทางการ” คราใด ก็ย่อมจะไม่มีโอกาสได้เห็นบรรยากาศรื่นรมย์เป็นกันเองของผู้คนพื้นถิ่น รวมทั้งเสียงเพลงของคุณตาด้วย เนื่องจากปราสาททั้งบริเวณจะถูก “ทำความสะอาด” เก็บกวาดสามัญชนชาวกัมพูชาทั้งหลายออกไปเป็นการชั่วคราว

กลับมาพินิจชมศิลปกรรมกับสถาปัตยกรรมของปราสาทตาพรมอีกครั้ง เราพบว่าอาคารทั้งหลายในปราสาทแห่งนี้มีลักษณะทึบตัน โดยการตกแต่งประดับประดา เช่น หน้าต่างหลอกที่ทำเป็นลายผ้าม่าน ลวดลายทับหลังที่ออกจะดูป้อมๆ อัปสราร่างท้วมหลายนาง ฯลฯ ก็ทำให้เห็นชัดตามตำราว่าปราสาทได้รับการสร้างขึ้นในยุคบายน หรือรัชสมัยของกษัตริย์ชัยวรมันที่ ๗

หลังเยี่ยมชมปราสาทตาพรมเรียบร้อย เราเดินออกประตูระเบียงคดด้านทิศเหนือ ไม่นานก็พบปรางค์หินทรายตั้งอยู่โดดเดี่ยวบนฐานกระเบื้องสลับสีขาว - แดงที่ปูขึ้นใหม่ ปรางค์เดี่ยวซึ่งยอดบางส่วนได้พังทลายลงนี้มีชื่อว่าปราสาทเยียยปึว (เยียย แปลว่า คุณยาย หรือแม่ของแม่ ส่วนปึวเป็นชื่อยอดนิยมชื่อหนึ่งของสตรีกัมพูชา)

หน้าบันรูปพระวิษณุ (ถือสังข์และจักรในมือ) แสดงปางร่ายรำ ปราสาทเยียยปึว


ปราสาทเยียยปึวมีผังเป็นรูปจัตุรัสขนาด ๗ คูณ ๗ เมตร หันหน้าออกสู่ทิศตะวันออกซึ่งมีพระอุโบสถยุคปัจจุบันตั้งบังอยู่ จุดเด่นของปราสาทได้แก่หน้าบันด้านตะวันตกซึ่งจำหลักเป็นรูปพระวิษณุร่ายรำ ใต้หน้าบันเป็นทับหลังขนาดใหญ่จำหลักเป็นแถวเทพนมและหมู่พราหมณ์ซึ่งกำลังบูชาพระพุทธเจ้าปางสมาธิ แต่พระพุทธองค์ทรงสวมมงกุฎและกุณฑล รวมทั้งมีใบหน้าละม้ายคล้ายเทพฮินดู ซึ่งอาจสะท้อนถึงการดัดแปลงรูปจำหลักที่มีอยู่แต่เดิม ดังเช่นที่เกิดขึ้นที่ปราสาทตาพรมไม่ไกลกันด้วย

และเช่นเดียวกับปราสาทตาพรม ศิลปกรรมที่ปราสาทเยียยปึวสะท้อนยุคสมัยการก่อสร้างได้แก่ ยุคบายน (หรือหลังบายน) อย่างชัดเจน

ตาแก้วในความทรงจำ

เมื่อหวนระลึกถึงตาแก้วและประสบการณ์ที่ปราสาทสามสี่แห่งเหล่านี้ครั้งใด ผมก็ให้รู้สึกเอิบอิ่มเบาสบายไปเสียทุกครั้ง ความรู้สึกเช่นนี้แตกต่างไปจากความประทับใจที่ได้รับจากการเที่ยวชมปราสาทอื่นๆ ซึ่งอาจยิ่งใหญ่กว่า วิจิตรพิสดารกว่า หรือเข้าถึงได้ยากกว่าปราสาทพื้นๆ ที่ชายขอบจังหวัดตาแก้วนี้

หลังจากเพียรถามตัวเองหลายครั้งว่าเหตุใดจึงเกิดความรู้สึกพิเศษกับประสบการณ์เยี่ยมชมปราสาทที่ไม่ถึงกับโดดเด่นสะดุดตาดังกล่าว ผมก็ได้คำตอบว่า ในหลายๆ ครั้ง การพบเห็นสิ่งซึ่งเกินปกติอาจไม่ได้ติดลึกในความทรงจำเท่ากับการประสบสิ่งสามัญที่ค่อยๆ ระดมเข้าสู่ช่องทางสัมผัสของเราด้วยรูปที่แตกต่าง มุมมองที่แปลกตา เสียงที่เสนาะหู และกลิ่นที่หอมอวลอยู่ในใจ

ในแง่นี้ การเยี่ยมชมปราสาทโบราณที่พนมจิโซร์ เนียงเขมา และตนเลบาตี ได้นำผมไปประสบสิ่งซึ่งปรุงประสบการณ์และปรนเปรออายตนะทั้งหลายเกือบครบถ้วน โดยสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเกินเลยไปกว่าความธรรมดาอย่างมากมาย

ผมคิดถึงมุมเงยสู่พนมจิโซร์จากจุดเผชิญหน้าที่อาคารโบราณใหญ่ร้าง

กลิ่นดอกสำโรงที่ปราสาทเนียงเขมา

เสียงระนาดของคุณตาที่ตนเลบาตี

แล้วจึงตระหนักว่า หากเปิดใจให้กว้าง ไม่ว่าใครก็สามารถประสบสิ่งพิเศษรอบๆ ตัวได้ไม่ยาก รวมทั้งคงเก็บเกี่ยวประสบการณ์พิเศษจากสิ่งเหล่านี้ได้มากกว่าที่คาดอีกด้วย


บรรณานุกรม

Briggs, Lawrence Palmer. The Ancient Khmer Empire. Bangkok: White Lotus, 1999 (First published in 1951).

เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระ. เขมรสามยก. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๓๖.

สุภัทรดิศ ดิศกุล, ม.จ.. ศิลปะขอม. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๓๙.

September 22

How do you define a successful life?

 
ชีวิตที่ประสบความสำเร็จคืออะไร?
คุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองบ้างไหม..
 
เด็กน้อยบอกสอบได้ที่หนึ่งไง..หนูว่าเจ๋งสุดๆ
หนูน้อยลืมไป ไหนจะต้องเอนท์ให้ติด ไหนจบมาต้องหางานให้ได้อีก 
 
บางคนว่ามีงานทำที่ชอบใจ.. จะอยากได้อะไรมากกว่านี้
ทำงานไปซักพัก.. เงินเดือนเริ่มน้อยไป นึกอีกว่าเมื่อไหร่จะได้เลื่อนตำแหน่ง
 
บางคนว่ามีเงินล้านน่าจะใช่..เผื่อเอาไว้ใช้ตอนแก่
เวลาผ่านไป.. มีเงินล้านแล้วก็ยังไม่พอใจ อยากได้มากกว่านี้ เผื่อวันดีคืนดีไปเที่ยวรอบโลก
 
----
ชีวิตคนเราเหมือนหนูถีบจักร คุณว่าไหม?
 
ชีวิตที่ใช้ไป คือการก้าวไปข้างหน้าแน่หรือ
หากปัจจุบันก้าวเร็วไป.. ก้าวต่อไปยิ่งเร็วขึ้นใช่หรือไม่
เราเหนื่อยมากขึ้นทุกวัน ด้วยเงื่อนไขที่ "ตัวเอง" หรือ "ใคร" สร้างขึ้น..
 
เราถูกสอนให้ตั้งใจเรียน... จะได้เรียนเก่งๆ
เรียนให้เก่งๆ... จะได้งานดีๆ
ทำงานให้ดีๆ... จะได้เลื่อนตำแหน่ง
 
keyword สำคัญที่ซ่อนอยู่อย่างเร้นลับ คือคำว่า "คนอื่น"
เราถูกสอนให้ตั้งใจเรียน... จะได้เรียนเก่งๆ (เมื่อเทียบกับคนอื่น)
เรียนให้เก่งๆ... จะได้งานดีๆ (เมื่อเทียบกับคนอื่น)
ทำงานให้ดีๆ... จะได้เลื่อนตำแหน่ง (เมื่อเทียบกับคนอื่น)
 
"ความสำเร็จ" ของคนคนหนึ่ง ถูกจำกัดความไว้ด้วยการเปรียบเทียบกับผู้อื่น
 
ทั้งๆที่.. เรามิใช่หรือ ที่ควรเป็นผู้กำหนด "ความสำเร็จ" ของตนเอง
 
แล้ว "ความสำเร็จ" ของคนเราอยู่ที่ไหน และมีอยู่จริงหรือไม่ ถ้าไม่ต้อง "เทียบกับคนอื่น"??
 
 
 
 
September 21

เหตุผลของคนไม่ว่าง (เขียน)

ไม่ได้อัพสเปซนานมาก
นานชนิดที่ต้องเปิดย้อนไปดูว่าครั้งสุดท้ายที่เขียนน่ะ..เมื่อไหร่
โน่น..เดือนเมษา
เคยตั้งใจในบล๊อกอันนี้เป็น "ไดอะรี่"
ก่อนจะพบว่า ระยะต่อมามันกลายเป็น "เดือนอะรี่"
วันนี้..ดิฉันว่ามันใกล้จะเป็น "ปีอะรี่" อยู่รอมร่อ
 
เพื่อมิให้เป็นการสร้างสถิติ ปีละหนคนกันเอง
ดิฉันว่า..เขียนซะหน่อยก็คงจะดี (ฮา)
 
อย่างว่าแหละค่ะ..ใครว่าก็ไม่รู้
"เดินทางหมื่นลี้ เริ่มต้นด้วยก้าวแรก"
 
ดิฉันเหมาเอาว่า
ต้องเริ่มพิมพ์ตัวแรกก่อน ตัวถัดๆไปมันถึงจะมา
 
กะลังพิมพ์เอ้อระเหยอารัมภบทไปมา
ดิฉันก็นึกได้ว่า เขียนถึงเหตุผลของการไม่อัพบล๊อกไว้ซะหน่อยจะดีกว่า
ถือว่าเป็นการหาเหตุผล (=ข้ออ้าง..ชะอ้าวว) ใหม่ๆ นอกจาก "ไม่มีเวลา"
 
ดิฉันหมายใจไว้ว่าจะไม่เขียนเรื่องการเมือง
หรือถ้าหากจะเขียน ก็จะเขียนในมุมที่ต่างออกไป
ซึ่งไอ้ "มุมที่ต่างออกไป" ก็เขียนยากเหลือเกินในยุคนิยมเลือกข้างอย่างทุกวันนี้
ตัดปัญหาง่ายๆ ก็คือไม่ต้องเขียนมันซะ
ไม่ต้องเขียน จะได้ไม่ต้องกลับมาอ่านให้มันเจ็บช้ำน้ำใจในชะตากรรมของบ้านเมืองอีก
ดิฉันนึกอยากเป็น "คนไทยลืมง่าย" ออกบ่อยไป
เวลานึกอะไรที่คนอื่นลืมไปชาติครึ่งได้นี่มันเหนื่อยนะคุณ
ขี้เกียจจะมานั่งรำลึก ฟื้นฝอยหาตะเข็บ แล้วก็พาลจะมีอารมณ์ร่วมขึ้นมาอีก
ทั้งที่คนที่เล่าให้ฟังน่ะทำตาปริบๆ แล้วชี้หน้าดิฉันด้วยขนจมูก นัยว่า
"แกจะพูดเรื่องเก่าๆ ให้ได้อะไรขึ้นมา"
..ดิฉันก็ว่า "เออ..นั่นสิ (วะ)"
แหม..ก็การเมืองไทยเนี่ย มันเป็นวงจร..
 
เมื่อไม่เขียนเรื่องการเมือง
ก็ควรจะเขียนเรื่องอื่นได้
แต่ดิฉันคิดไม่ออกค่ะ
การเขียนนี่มันต้องใช้จินตนาการพอสมควรนะฮ้า
ไหนจะต้องมีวัตถุดิบที่จะเขียนอีก..โอ่ว
ตอนนี้ไม่มีอะไร นอกจากงานที่ทำ และชีวิตที่ใช้อย่างเรื่อยเปื่อย
 
เอาเป็นว่า..
ถ้านึกอะไรออก จะมาเล่าให้ฟังละกัน
 
 
April 14

Elementary Reunion

อ่ะๆ... จั่วหัวอย่างนี้จะอะไรซะอีก
เลี้ยงรุ่นค่าคู้นนนน....
 
คุณอาจจะคิดว่า "อาร้าาย...ชาวบ้านเค้าก็เลี้ยงรุ่นกันได้ทั่วไป ทุกเดือนทุกปี ไม่เห็นจะมีอะไรแปลกใหม่"
มันก็ไม่แปลกหรอกค่ะ ไอ้การเลี้ยงรุ่นนี่น่ะ..
แต่ที่แปลกก็คือ มันเป็นการเลี้ยงรุ่น "โรงเรียนประถม" ต่างหาก อุวะฮ่ะฮ่าาาา...
 
คุณคงจะแอบคิดล่ะสินะคะว่า จะบ้าเรอะ อายุเลยวัยเบญจเพสแล้วยังมีเพื่อนประถมคบอยู่อีกเรอะ
 
เอ่อ...อันที่จริงก็ไม่ได้คบกันมานานแล้วอ่ะนะฮ้าาา เพียงแต่ว่ามันบังเอิญเป็นวันเกิด (เกิดอยากจะเจอกัน) มันก็แค่นั้น
งานนี้เป็นการเลี้ยงรุ่นเพื่อนประถมอย่างเป็นทางการครั้งที่ 2 หลังจากประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามจากครั้งแรก และมีเสียงเรียกร้องให้จัดอีก ...
งานนี้ต้องขอบคุณ ปิ ติ๊บ และปอ ในการลงแขก.. เอ๊ย ลงแรงร่วมกันเป็นพ่องานแม่งานตั้งแต่ครั้งแรก ทำให้มันต้องจัดอีกในครั้งที่สอง (อยากจัดดีเองนี่หว่า 555)
ครั้งแรกนั้นอิฉันไม่ได้ไป เพราะมิใยที่พยายามจะบอกเพื่อนว่า ช่วยจัดในเมือง ช่วยจัดในเมือง ไม่ทราบว่าอิฉันไม่มีความสามารถในการสื่อความหมาย หรือว่าบ้านอิฉัน (เจือก) ไกลเอง "ในเมือง" ของมัน (ไอ้คนจัด) คือโน่น ประมาณว่าจะดอนเมืองอยู่ละ
ดิฉันคิดว่า "ในเมือง" แปลว่า "รถไฟฟ้าไปถึงได้" ซะอีก ก็เลยปฏิเสธไม่ไปงานนั้น เพราะว่า "ไปไม่ถูก" sense of directions ของอะฮั้นก็ยิ่งห่วยๆ อยู่ เดี๋ยวเกิดขับรถเลยไปสิกขิมภูฐาน ถวายบังคมเพคะเจ้าชายจิกมี่ล่ะก็จะแย่เอา ก็เลยไม่ไปดีกว่า ด้วยเหตุผลโง่ๆ ซะงี้แหละ
 
แต่นี่... พอไม่ไปแล้วก็เกิดจะอิจฉา ยิ่งเนยมันเอารูปคนนั้นคนนี้ที่ถ่ายวันเลี้ยงกันมาอวดให้ดู (และให้ทาย) แล้ว ต่อมอยากมีส่วนร่วมก็หลั่งสารออกมาทันที (เพราะว่าทายไม่ถูกเลย ว่าใครเป็นใครบ้าง เลยอยากไปเจอตัวจริง...เผื่อเนยมันหลอก 555) อิฉันก็เลยไปยุให้พ่องานจัดอีกที และนัยว่าก็มีคนนั้นคนนี้อยากให้จัดอีก ปิ ติ๊บ และปอ ก็เลยร่วมลงแขก เอ๊ย ลงแรง กันอีกที
 
................
2 เดือนก่อนวันเลี้ยงรุ่น
 
ปิรวบรวมอีเมลเพื่อนๆ (ได้ขโยงใหญ่) แจ้งว่าได้เวลาแล้วที่พวกเราจะต้องมาเจอกันอีกที หลังจากมีคนเรียกร้องให้จัดจนมันขี้เกียจฟัง (เหตุผลหลังชั้นเติมให้นะปิ ชั้นว่าแกต้องขี้เกียจฟังแน่ๆ เลยจัดให้มันรู้แล้วรู้รอดไป 555 )
คราวนี้รับประกันว่าจัด "ในเมือง" แน่ๆ เนื่องจากร้านอยู่ห่างจากโรงเรียนเก่าแค่สองป้ายรถเมล์ ไม่ควรมีข้ออ้างว่าจะไปไม่ถูก แถมมันยังกำชับกำชาด้วยว่า นี่คือจัดในเมืองตามที่มีคนเรียกร้องแล้ว และถ้า"ไอ้พวกเชี่ยนี่" (ขอ quote มาจากปิ) คือไอ้พวกที่เรียกร้องให้จัดในเมืองนี่ไม่มา มันก็จะด่าให้
 
อิฉันก็ตะหงิดๆ อยู่ว่า ตัวเองจะจัดอยู่ในกลุ่ม "ไอ้พวกเชี่ยนี่" ด้วยหรือไม่
ก็เลยรีบยกมือตกลงใจไปคนแรก ไอ้ถูกมันด่าล่ะก็ไม่กลัวเท่าไหร่ แต่ถ้ากลายเป็นตัวกินไก่ไปเห็นทีจะไม่งาม (ใช่ป่ะวะไก่...อ้าววว ไก่มาเกี่ยวไรด้วยเนี่ย)
 
และระหว่างสองเดือนนั้นเอง
อีเมลของทุกคนที่อยู่ใน list ก็จะได้รับอีเมลทั้งที่มีสาระ (ในการนัดหมาย) และไม่มีสาระ (เชือดเฉือนคารมกันไปมา) ในหมู่พวกเรา จน mailbox สามารถเต็มได้ภายในสามวันเจ็ดวัน ถ้าไม่รีบเช็ค เรื่องก็เรื่องก็เช่น ขนุนผู้มั่นใจในความจำของตัวเองมาก ก็ช่วยส่ง list ชื่อเพื่อนๆ ที่จะไปร่วม โดยหนึ่งในนั้นมี "เตย ดาราวรรณ สมบัติมงคล" ซึ่งเป็นคนเดียวที่ขนุนเขียนทั้งชื่อและนามสกุล นัยว่าจำได้แม่นมาก แต่อีเมลส่งไปได้ยังไม่ทันถึงข้ามวัน เตย ดาราวรรณตัวจริง ก็พิมพ์ส่งกลับมาทำนองว่าขอบคุณที่จำได้ น่าเสียดายที่ยังไม่คิดจะเปลี่ยนนามสกุลเร็วๆ นี้ เพราะจริงๆแล้วนามสกุลชั้นคือ "สมบัติทวี" (โว้ย) ..... เรียกว่าอีเมวที่ส่งกันไปมานี่ช่วยเรียกน้ำย่อยได้มากเลยทีเดียว .....โอ้ว ไม่น่าเชื่อเลยว่าพวกเราจะตื่นเต้นกันถึงเพียงนี้
 
----------------
ก่อนวันนัดจริง 1 วัน
แจน วาจิศ ส่งรูปที่ร้านมาให้ดู ประมาณว่าได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่อง "ชัตเตอร์"
อาจเป็นเพราะไม่มีใครอยากเป็นนักแสดงนำหนังเรื่องนั้นในภาคต่อไป
จึงเป็นที่น่าเสียดายว่าไม่มีใครตอบอีเมลนี้เลย
 
-----------------
วันนัดจริงขอเขียนอีกที นี่ยาวมากแล้ว ขอกั๊กไว้หน่อย เดี๋ยวมาเล่าต่อค่ะ ยิ้มแฉ่ง
 
 
 
 
 
 
April 07

หนังไม่เศร้า..แต่เค้าร้องไห้อ่ะ (ฮือๆ)

 
คุณร้องไห้ด้วยความสุขครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่คะ
 
ถ้านานจนนึกไม่ออก
ลองหาหนังเรื่องนี้มาดูดีกว่า
"Always: Sunset on Third Street"

เป็นหนังดูง่าย ดูได้เพลินๆ แต่เอาเข้าจริง เล่นเอาน้ำตาไหลพรากไม่รู้ตัว
บางคนเค้าว่าหนังเรื่องนี้น้ำเน่า
ก็ดีค่ะ..ยอมรับกันซึ่งๆ หน้าเลยก็ดี (ฮา)
 
เรื่องนี้เป็นหนังญี่ปุ่นย้อนยุค สมมุตินามตามท้องเรื่องว่าอยู่ในปี 1950
เพิ่งหมดสงครามได้ไม่กี่ปี
ญี่ปุ่นกำลังลุกขึ้นยืนใหม่อีกครั้ง พร้อมๆ กับหอคอยโตเกียวที่กำลังสร้างขึ้น
หนังเล่าเรื่องราวของผู้คนบนถนนสายที่สามของกรุงโตเกียว
ผู้คนที่ต่างมีความฝัน และยิ่งไปกว่านั้น คือพยายามทำมันให้เป็นจริงด้วยสองมือเล็กๆ
 
ซูซุกิซัง.. เจ้าของ "ซูซุกิออโต้" แม้ภายนอกมันจะมีสภาพไม่ต่างจากอู่ซ่อมรถ แต่จริงๆแล้วมันเต็มไปด้วยความฝันที่ยิ่งใหญ่ของเจ้าของ ที่หวังจะเห็นมันเป็นบริษัทยานยนต์ชั้นนำของญี่ปุ่น "ถ้าเราคิดว่ามันเป็นแค่อู่ซ่อมรถ...มันก็จะเป็นอย่างนั้นตลอดไป"
 
โรขุจัง.. สาวน้อยต่างจังหวัด ผู้ใฝ่ฝันจะได้ทำงานในบริษัทใหญ่โต แม้เอาเข้าจริงจะไม่เป็นอย่างที่คิด แต่เมื่อรับรู้ความฝันที่ยิ่งใหญ่ของ"ท่านประธาน" เธอก็ตัดสินใจจะร่วมทำฝันนั้นให้เป็นจริง
 
ริวโนะสุเกะ.. หนุ่มโตไดที่หวังจะได้เป็นนักเขียนมือรางวัล ชายผู้ยอมกระทั่งขโมยความคิดเด็กตัวเล็กๆ ไปเขียนนิยาย ชายผู้หลงรักหญิงสาวคนหนึ่ง ทั้งที่รู้ตัวดีว่าไม่อาจ "มี" ทุกอย่างให้เธอได้
 
หนังยังมีตัวละครอีกหลายตัว ที่ร้อยชีวิตของพวกเขาเข้าด้วยกัน เติมเต็มความฝันของกันและกัน ทำให้คนดูสัมผัสได้ถึงความอุ่นใจลึกล้ำ
 
ฉากและแสงของหนังนั้นให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างมาก รู้สึกเหมือนกำลังนั่งดูภาพวาดสีน้ำที่เคลื่อนไหวได้..สวยอย่างนั้นเลย ไม่ได้โม้
 
บางฉากทำให้เราอมยิ้ม หรือบางทีก็หลุดหัวเราะออกมาดังๆ
อย่างตอนที่คุณป้าร้านขายบุหรี่รู้จักโคล่าก่อนใครในซอย
ตอนที่ครอบครัวซูซุกิซื้อตู้เย็นใหม่ แล้วเอาหัวใส่เข้าไปข้างในเพื่อสัมผัสความเย็น
ตอนที่คุณซูซุกิบ้าพลัง..เหมือนในหนังการ์ตูน
หรือแม้แต่ของเล่นหลอกเด็กในร้านของริวโนสุเกะ
ตอนที่อิปเปจังพูดใส่พัดลมที่กำลังหมุน.. (ตอนเด็กๆ หลายๆ คนคงเคยเล่นอย่างนี้เหมือนกัน^^)
หรือแม้แต่ทีวีเครื่องแรกของซอย ที่ทำให้บ้านหลังหนึ่งกลายเป็นโรงมหรสพขนาดย่อม
(ฉากนี้ แม่หัวเราะใหญ่ พลางเล่าให้ฟังว่า สมัยก๋งกับยาย บ้านเราก็มีทีวีเป็นบ้านแรกในซอย คนเยอะแบบนี้เลย Open-mouthed)
 
บางฉาก ก็ทำเอาน้ำตาไหลได้ง่ายๆ
ตอนที่ริวโนะสุเกะใช้ "แหวน" ขอฮิโรมิซังแต่งงาน
พรของแม่.. ที่ทำให้อิเปจังและจุนจังกลับบ้านได้
(ก่อนจะได้หัวเราะกับฉากที่อิเปจังนอนซม แต่ยังยื่นเศษเหรียญให้แม่ แล้วบอกว่า "แม่ฮะ ขอบคุณสำหรับพรวิเศษนะฮะ นี่ตังค์ทอนฮะแม่")
หนังทำให้เราหัวเราะสลับกับร้องไห้ได้แทบทั้งเรื่อง
ก่อนที่จะรู้สึกได้ว่า "ที่ร้องน่ะ..ไม่ใช่เพราะเสียใจหรอก..แต่เพราะอิ่มใจต่างหากล่ะ"
 

 รางวัลการันตี
- ปกติดิฉันเฉยๆ กับหนังรางวัล รู้สึกมันเป็นเรื่องของคนหมู่มาก ที่อาจชอบใจอะไรไม่เหมือนเราก็ได้ แต่เรื่องนี้..คงต้องบอกว่าของเค้าดีจริงๆ
 
- "Always: Sunset on Third Street" ได้รับรางวัล Japan Academy Award 2007 ถึง 12 สาขา จากการเข้าชิงทั้งหมด 14 สาขา เรียกได้ว่ากวาดมาทั้งหมด ทั้งนักแสดง กำกับการแสดง แสงสีเสียง
 
- ลองหามาดูนะคะ เชื่อว่าคุณจะตกหลุมรักหนังเรื่องนี้แน่นอน สำหรับดิฉัน เรื่องนี้เป็นหนังเรื่องที่ดีทึ่สุดเท่าที่เคยดูมาในชีวิตทีเดียว
 
 
March 24

โย่ว!

ดิฉันหายไปนานหน่อยค่ะคราวนี้
ไม่ได้อัพ space เลยฮ่ะ
 
ข้ออ้างแสนเก๋ที่ใช้บ่อยๆ คือ "ไม่มีเวลา"
แหม ฟังดูดี แต่หมายความได้แย่มาก
เวลาก็มีเท่าชาวบ้าน แต่ใช้หมดไปกะเรื่องนู้นนี้
 
ช่วงนี้อะฮั้นเป็นเด็กติดเกม
เล่นมันทุกวัน วันละสองสามชั่วโมง
เกมบ้าปัญญาอ่อนอะไรก็เล่นหมด
อย่ามาถามว่าติดเกมอะไร เพราะเรียกไม่ถูก
 
เลยไม่ค่อยได้หาเวลามาอัพ space
แต่ยังว่างพอจะติดตาม space ของคนอื่นอยู่นะเออ
(แถวบ้านเรียกว่า มีนิสัยสอดรู้เรื่องของชาวบ้าน)
 
อีกอย่าง ไอ๊เจ้าบล๊อกก่อนหน้ามันก็ดันเขียนเรื่องยาก
แล้วมีหน้ามาบอกอีกว่าจะเขียนต่อภาคสอง
ก็ได้แต่คิดแหละค่ะว่าจะเขียน สุดท้ายก็ยังไม่ได้เขียนซะที
แหว่วววว....
ก็มันยากนี่นา
สู้เขียนเรื่องไร้สาระก็ไม่ได้
 
เอางี้ดีกว่า
เดี๋ยวมีอารมณ์ก็ค่อยมาเขียนภาคสองของ "บล๊อกคัลเจอร์" ต่อ
ตอนนี้เขียนเรื่องอื่นๆ ที่นึกอยากเขียนไปก่อน
รับรองว่าจะกลับมาเขียนใหม่แน่นอน (ถ้าไม่ลืม)
 
ไปทำงานก่อนละค้า...
 
November 04

บล๊อกคัลเจอร์: เทรนด์ใหม่หมู่บ้านโลก (ตอน 1)

 

ว่าจะเขียนเรื่องนี้มานานหลายเดือน ตั้งแต่นิตยสาร Positioning ฉบับปก Blog Culture ออกมาใหม่ๆ อ่านไปก็กระตุกต่อมอยากเล่า เผื่อใครยังไม่ได้อ่าน

แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้เขียนซักที วันนี้ได้ฤกษ์แล้วค่ะ..

 ---

 

สิบปีก่อน ถ้าพูดถึงคอมพิวเตอร์หรืออินเตอร์เนต คงมีคนไทยไม่น้อยส่ายหัวไม่คุ้นเคย หรือที่ร้ายไปกว่านั้นคือเข้าขั้นไม่รู้จักคุณว่าอย่างนั้นไหมคะ

ไม่น่าเชื่อว่าสิบปีต่อมา คนไทยเกือบครึ่งประเทศรู้จักและใช้งานอินเตอร์เนตจนชิน ปัจจัยบวกอย่างหนึ่งคงเป็นราคาคอมพิวเตอร์และราคาค่าบริการอินเตอร์เนตที่ถูกลงเรื่อยๆ ทำให้ใครๆ ก็หาซื้อได้ บวกกับลัทธิเอาอย่าง และโลกนอกประเทศที่ก้าวนำเรา พร้อมกับเอื้อมมือมาฉุดเราให้ถูลู่ถูกังตามไปเสมอ...

 

3-4 ปีก่อน เราใช้อินเตอร์เนตเพื่อส่งอีเมล คุยกับคนอื่นๆ ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักในแชทรูม หรือไม่ก็ใช้โปรแกรมคุยกัน อย่างเพิร์ท หรือเจ้าดอกไม้สีเขียว ICQ ดาวน์โหลดข้อมูล โพสความคิดเห็นในเว็บบอร์ด การจะสร้างเว็บไซต์ซักอันฟังดูเป็นเรื่องยากและใช้เงินมากราวกับจะปลูกบ้านซักหลัง ผู้ใช้อินเตอร์เนตมีฐานะเป็นผู้รับสารเสียเป็นส่วนใหญ่ ครั้นจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งสารก็ยากเกินกว่าจะพยายาม ... นั่นเป็นช่วงที่ (เค้า) เรียกกันว่า ยุค web 1.0 ค่ะ

 

แล้วตอนนี้ล่ะ...

 

- ทุกวันนี้ มนุษย์ไซเบอร์ทั้งหลายใช้อินเตอร์เนตเพื่อส่งอีเมล แนบไฟล์ขนาดใหญ่โตมโหฬาร แนบไม่ได้ก็เอาไปแปะไว้ในเว็บ บอกลิงค์ให้เพื่อน ให้มาดาวน์โหลดไปเอง

- เราใช้อินเตอร์เนตเพื่อแชทผ่าน  yahoo หรือ msn messenger ชนิดที่ส่งได้ทั้งภาพ เสียง หรือแชทผ่านวีดีโอคาเมรา จะอยู่ไกลข้ามโลกขนาดไหนก็เห็นหน้ากันสดๆ ได้ผ่านจอคอมพิวเตอร์  แถมยังสร้างห้องสนทนาที่เลือกคนในห้องได้เองแค่ปลายนิ้วคลิก

- เราใช้ google กันอย่างเอิกเกริก บางคนถึงกับพูดว่า "ไม่มีอะไรในโลกนี้ ที่ไม่มีในกูเกิ้ล" รายงานของนักเรียนชั้นประถมเริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคุณครูรู้ว่า พวกเธอหาข้อมูลได้จากอินเตอร์เนตแน่

- เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเขียนสารานุกรมได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแค่เข้าในไปใน wikipedia

- และไม่เพียงแต่เราจะฟังเพลงจากอินเตอร์เนต เรายังเอาเพลง upload ขึ้นเว็บ ให้คนอื่นได้โหลดไปฟัง หรือแม้แต่ดาวน์โหลดเพลงใหม่ล่าสุดที่ยังไม่วางแผงจากอินเตอร์เนต (อย่างผิดกฏหมายนะคะ)

- บางที เราอาจจะถ่ายคลิปวีดีโอสนุกๆ ด้วยโทรศัพท์มือถือ แล้วอัพโหลดขึ้นไปบน youtube ให้คนทั้งโลกช่วยกัน comment

- ทุกวันนี้การเขียนเว็บไซต์ส่วนตัวประเภท Blog ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วย จะเอาชนิดที่มีภาพ มีเสียง หรือมีข้อมูลแบบ real time ก็ทำได้ง่ายๆ แถมบางคนยังมีมากกว่าหนึ่งเว็บอีกด้วย

 

จะเห็นได้ว่าวิธีการใช้ชีวิตบนอินเตอร์เน็ตของชาวออนไลน์เริ่มเปลี่ยนไป ซึ่งเป็นที่มาของสิ่งที่เรียกว่า web 2.0 ค่ะ

 

หลักการสำคัญของ web 2.0 ก็คือ ทุกคนสามารถสร้าง content หรือเนื้อหา ขึ้นได้เอง และกระจายออกไปได้ไม่รู้จบค่ะ ไม่มีเงื่อนไขอะไรที่จะมาห้ามไม่ให้ user ผลิตคอนเทนต์เอง ความเห็นและคอนเทนต์ส่วนบุคคลสร้างขึ้นได้ด้วยโปรแกรม tool เยอะแยะมากมาย และโพสต์ขึ้นเว็บได้ทุกเวลา และนับจากวินาทีที่อัพโหลดขึ้นเว็บ คอนเทนต์เหล่านั้นก็พร้อมที่จะสื่อสารกับคนทั่วโลกแบบไม่จำกัดสถานที่ เวลา หรือประเทศ

 

การปรากฎตัวขึ้นของ web 2.0 ทำให้การสื่อสารทางเดียวของเว็บไซต์สมัยก่อนตกยุค เพราะเมื่อสามสี่ปีก่อน เมื่อเรามีความคิดเห็นต่อเว็บไซต์ หรือบทความอะไรทางอินเตอร์เนต หนทางเดียวที่จะทำได้คือโพสต์ความคิดเห็นลงในเว็บบอร์ด แต่ทุกวันนี้ เราสามารถจะสร้างเว็บไซต์ส่วนตัวในรูปของไดอะรี่ออนไลน์ หรือ Blog เพื่อบอกเล่าความคิด ความเห็น หรือแม้แต่ผลิตคลิปวีดีโอ แล้วโพสต์ขึ้นเว็บให้คนอื่นๆ ได้เข้ามาดู จากผู้รับสาร...จึงกลายเป็นผู้ส่งสารได้ง่ายๆ ผ่านโลกอินเตอร์เนตในยุค web 2.0

 

Web 1.0 vs Web 2.0

จากยุค web 1.0 ชาวโลกทั้งหลายค่อยๆ ปรับวิถีทางการดำรงอยู่ในโลกอินเตอร์เนตเข้าสู่ Web 2.0 อย่างรวดเร็ว แต่กลับไม่ได้มีจุดเปลี่ยนชนิดหักเห ยุคดิจิตอลน่ะก้าวหน้าไปเรี่อยๆ ค่ะ แต่พวกเราซึ่งเป็นผู้ใช้ต่างหาก ที่ค่อยๆ คุ้นเคยกับมันทีละน้อย ใช้งานจนคุ้นชิน ยอมรับความเปลี่ยนแปลงทีละนิด จนคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ... แต่พอมีคนฉุกใจให้คิด ว่าเราได้ก้าวผ่านวิถีทางการใช้อินเตอร์เนตแบบเดิมๆ มาแล้ว ...ก็ให้ถึงกับตาโต พร้อมกับพยักหน้าหงึกหงัก เห็นด๊วยเห็นด้วย.. คุณคิดเหมือนดิฉันไหมคะ

ถ้ายังลังเลใจอยู่ล่ะก็ ดิฉันจะเปรียบเทียบให้ดูกันง่ายๆ นะคะ ว่าจากยุค web 1.0 เรามาอยู่ในยุค web 2.0 โดยที่มีอะไรเป็นจุดสังเกตบ้าง

web 1.0 ---------------- web 2.0

ICQ -------------------------- MSN

yahoo photo---------------- flickr

Britannica Online----------- Wikipedia

Personal websites---------- Blogging

จะหาอะไรต้องรู้ domain name -------- ง่ายนิดเดียว ไปที่ google.com ซิจ๊ะ

 

 

 

วันนี้ยาวจัง... เดี๋ยวคุณๆ จะเบื่อซะก่อน พอก่อนแล้วกันเนอะ

คราวหน้ามาว่ากันต่อค่ะว่า web 2.0 นำมาสู่ web log และ Blog จนกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ได้ยังไง..

 

 

 

October 14

Online Therapy: เยียวยาหัวใจ

 
อันเนื่องมาจากว่า ดิฉันต้องใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงกับการนั่งดูคนอื่นเครียดค่ะ
หนังสือที่ติดมือมา ก็พอประทังไปได้แค่สามชั่วโมงแรกเท่านั้น
ดิฉันแลเห็นว่าสามชั่วโมงหลังจะต้องมอดม้วยเป็นแน่แท้ เลยตรงดิ่งไปร้าน 7-11 หาซื้อหนังสือมาอ่านประทังชีวิต
 
หยิบหนังสือ ELLE ค่ะ (คุณคิดว่าดิฉันจะอ่านอะไรล่ะคะ แหม.. hahaha)
ตอนแรกว่าจะหยิบไทยรัฐ ตามคำแนะนำของพี่เปีย แต่หนังสือพิมพ์กรอบเช้าดันหมดไปแล้ว กรอบบ่ายก็ยังไม่มาส่ง เป็นอันว่าได้เล่มนี้มาอ่านแทน
 
พลิกอ่านไปเรื่อยๆ เจอบทความหนึ่งในหัวเรื่อง elleopinion โดนใจมากค่ะ
ชื่อเรื่องว่า Online Therapy: สวัสดิการทางใจ โดย คุณจงจิตร บิวแคนแนน
ความเห็นของเธอน่ารักมาก อ่านแล้วพยักหน้าหงึกหงักค่ะ
 
เธอบอกว่าเจ้าบริการพูดคุยแสนวิเศษ ที่เรียกว่า MSN นั้น ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่ทำให้เราติดต่อสื่อสารกันได้อย่างประหยัดและรวดเร็วเท่านั้น แต่เป็นสื่อส่งผ่านความรู้สึกที่มีอานุภาพแรงกล้าในโลกสมัยใหม่เลยทีเดียว เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกเบื่อ หดหู่ เศร้าหมอง เหงา หรือแม้แต่ว่าง ไม่รู้จะทำอะไร การล๊อกอินเข้าไปในโปรแกรมเอ็มเอสเอ็นแล้วได้พูดคุยไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบเหล่าเพื่อนฝูง ก็ช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น อย่างน้อยก็ทำให้รู้สึกว่า เราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ และแม้บางครั้งที่ออนไลน์แต่ไม่ได้อยากคุยกับใคร การได้เห็นชื่อเพื่อนออนไลน์อยู่ และรู้ว่าสามารถคลิกเข้าไปคุยได้ทุกเมื่อนั้น ช่วยทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด
 
เธอให้ความเห็นด้วยว่า การที่หลายบริษัทไม่อนุญาตให้ใช้เจ้าโปรแกรมนี้ เพราะอยากให้พนักงานทุ่มเทเวลาให้กับการทำงานแทนการนั่งแชตกับเพื่อนนั้น ไม่ได้ช่วยให้พนักงานทำงานดี หรือว่ามีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น แต่กลับเป็นการละเลยที่จะใส่ใจกับความเป็นอยู่ทางจิตใจของพนักงาน ก็แหม..ทีสระว่ายน้ำ ฟิตเนส สนามเทนนิส ยังมีให้ได้ แล้วเจ้าโปรแกรมเล็กๆ ในคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้จิตใจแจ่มใสนี่น่ะ จะมีไม่ได้เชียวหรือ
 
คุณเห็นด้วยกับเธอไหมคะ..
 
ดิฉันเห็นด้วยกับเธอนะคะ โดยเฉพาะเรื่องความรู้สึกทางใจ ที่ได้จากเอ็มเอสเอ็นนี่น่ะ แถมจะขอพ่วงไปด้วยว่า เจ้าโปรแกรมมหัศจรรย์นี้ ช่วยให้คนเราใกล้ชิดกันได้อย่างประหลาด เช่น แม้ว่าเราจะไม่เคยพบเพื่อนคนหนึ่งตัวเป็นๆ มาหลายปีดีดัก แต่ยังได้พบเจอพูดคุยกันบ่อย ๆ ในเอ็มเอสเอ็น ...เชื่อเถอะค่ะ ว่าบางที เราอาจจะรู้สึกสนิทกับเพื่อนคนนี้ มากกว่าเพื่อนคนที่อยู่ใกล้ๆ แต่ไม่เคยคุยกันเลยก็ได้
แล้วอีกอย่าง.. บางที เวลาเหงาๆ ออนไลน์อยู่ดีๆ แล้วมีคนคุยด้วย.. ก็อุ่นใจดีนะคะ... อย่างน้อย ก็รู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกนี้ อย่างที่คุณจงจิตรเธอว่า
 
ส่วนเรื่องที่หลายบริษัทไม่อนุญาตให้ใช้เจ้าโปรแกรมนี้ ดิฉันว่าต่างคนก็ต่างใจค่ะ บริษัทนั้นอาจจะเชื่อว่าการห้ามพนักงานแชตนั้นทำให้บริษัทมีผลิตภาพเพิ่มขึ้น (หรืออย่างน้อยก็ไม่ลดลง) ก็แล้วแต่จะเชื่อ จะคิดทำกันไป
บางที ดิฉันว่ามันก็ดูดกลืนเวลาทำงานเหมือนกันนะคะ เวลาแชตสนุกๆ นี่น่ะ 555 .... ก็เอาเป็นว่าต้องพึ่งพาระดับความรับผิดชอบของพนักงานแล้วล่ะค่ะ ว่าจะแชตให้สนุกแล้วทำงานให้สนั่นไปพร้อมๆ กันได้รึเปล่า 555

 
ดิฉันคิดว่าตัวเองนี่ก็โชคดีอยู่เหมือนกันนะคะ...ที่ที่ทำงานน่ะ มีทั้งสระว่ายน้ำ ฟิตเนส สนามเทนนิส แล้วก็อนุญาตให้ใช้เอ็มเอสเอ็นด้วยค่ะ  แลบลิ้น
 
 
 
 
 
 
 
October 12

Intelligent People

 
George W. Bush meets with the Queen  of England.
 
He asks her, 'Your Majesty, how do you run such an  efficient government? Are there any tips you can give to me?'
 
'Well,'  says the Queen, 'The most important thing is to surround yourself with  intelligent people.'
 
Bush frowns. 'But how do I know the people around me  are really intelligent?'
 
The Queen takes a sip of tea. 'Oh, that's easy.  You just ask them to answer an intelligence test. Listen to this'. The Queen  pushes a button on her intercom. 'Please send Tony Blair in here, would you?'
 
Tony Blair walks into the room. 'Yes,  Your Majesty?'
 
The Queen smiles. 'Answer me this, please, Tony. Your  mother and father have a child. It is not your  brother and it is not your
sister. Who is it?'
 
Without pausing for a  moment, Tony Blair answers, 'That would be me.'
 
'Yes! Very good,' says  the Queen.
 
Back at the White House, Bush asks to speak with Vice  President Dick Cheney. 'Dick, answer this for me. Your mother and your father  have a
child. It's not your brother and  it's not your sister. Who is it?'
 
'I'm not sure,' says the Vice  President. 'Let me get back to you on that one.'
 
Dick Cheney goes to his  advisors and asks every one, but none can givehim  an answer. Finally, he ends up in the men's room and recognizes Colin Powell's shoes in  the next stall.
 
Dick  shouts, 'Colin! Can you answer this for me? Your mother and father have  a child and it's not your brother or  your sister. Who
is it?' Colin Powell yells back, 'That's easy. It's  me!'
 
Dick Cheney smiles. 'Thanks!'
 
Cheney goes back to the Oval  Office to speak with Bush. 'Say, I did some research and I have the answer  to that riddle. It's Colin Powell.'
 
Bush gets up, stomps over to Dick  Cheney, and angrily yells into his face,'No, you idiot! It's Tony  Blair!'
 
-----
hahaha...
 
 
September 29

I need Thai-Subtitle

 
คุณขา... วันนี้ดิฉันมีเรื่องมาเล่าให้ฟังค่ะ
มันเป็นเรื่องที่คับแค้นใจดิฉันมาพักใหญ่แล้ว 
 
เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า..
ถึงดิฉันจะเป็นประชากรกรุงเทพมหานครตั้งแต่กำเนิด
แต่แถวบ้านดิฉันไม่ค่อยจะมีร้านรวงที่ตอบสนองความต้องการของคนเมืองอย่างครบวงจรมากนัก คงด้วยเพราะเป็นย่านชานเมือง
ประเด็นวันนี้คือร้านเช่าวีดีโอค่ะ
ถึงดิฉันจะไม่ได้เช่าวีดีโอ และสมัยใหม่เค้าก็ไม่มีวีดีโอให้เช่ากันแล้ว
แต่ดิฉันก็ขี้เกียจเกินกว่าจะเรียกให้มันยาวว่า "ร้านเช่าวีซีดีและดีวีดี"
เอาเป็นว่าเรียกร้านเช่าวีดีโอก็แล้วกันนะคะ เข้าใจง่ายดี
ไม่ว่าจะเป็น Tsutaya, Blockbuster แถวบ้านดิฉันไม่มีหรอกค่ะคุณ
มีแต่ร้านเช่าวีดีโอขนาดย่อมอยู่หน้าปากซอย พอให้ใช้บริการได้สะดวกเท่านั้นเอง
 
ประเด็นค่ะประเด็น..
ที่ร้านนี้มันไม่ค่อยจะมีหนัง Soundtrack ค่ะคุณ
หนังเรื่องนึงมีซักสิบแผ่นนี่ พี่เจ้าของร้านจะมีแผ่น Soundtrack อยู่ซักแผ่นนึงได้มั้ง (ซึ่งบางเรื่องก็ไม่มีแม้แต่แผ่นเดียวเลย)
ด้วยความที่มันหายากนี่แหละ เวลาเจอเลยต้องรีบหยิบราวกับสมบัติล้ำค่า
และบางที ก็รอน๊านนานกว่าจะเจอ จากอยากดูจนไม่ค่อยอยาก
และบางทีกว่ามันจะตกมาถึงมือดิฉัน คนทั้งประเทศก็ลืมหนังเรื่องนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เรื่องนี้สนุกตอนเอาซีดีไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ค่ะ
 
คุณคนเก็บเงินก็จะถามดิฉันว่า
คุณคนเก็บเงิน: "นี่หนังซาวด์นะคะ"
ดิฉัน: (ทำหน้างงๆ ) "ค่ะ" (คิดในใจว่า --ก็เอออ่ะดิ)
คุณคนเก็บเงิน: "หนังซาวด์คือพูดเป็นภาษาอังกฤษนะคะ"
ดิฉัน: (ยังงงอยู่ ) "ค่ะ..ทราบค่ะ"
คุณคนเก็บเงิน: "ตกลงเช่าใช่ไหมคะ"
ดิฉัน: "ค่ะ" (คิดในใจว่า --เออ!!)
เหตุการณ์เช่นนี้เกิดซ้ำๆ มาหลายครั้งแล้วค่ะ..ดิฉันขี้เกียจนับนิ้วให้เมื่อย
แล้วดิฉันก็ขำได้ทุกทีเหมือนกัน
ที่ขำก็เพราะว่า
"หน้าตาอย่างดิฉันนี่...ท่าจะเหมาะกับหนังพากย์ไทยแฮะ"
...ฮ่าฮ่า...
 
 
 
 
 
 
August 28

The Competition

 
ที่บล๊อกวุ้น เขียนเรื่องราวชีวิตของพวกเราส่วนหนึ่งที่กระทรวงได้ฮา และเห็นภาพชัดเจนมาก เลยขอเอามา repost ให้ได้อ่านกัน ว่านอกจากงานที่เปี่ยมไปด้วยสาระแล้ว พวกเราทำเรื่องไร้สาระอะไรกันบ้างในวันหนึ่งๆ
 
The New Trend
 
ช่วงนี้ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น เพื่อนๆ ที่กระทรวงถึงฮิตตั้งชื่อกันแปลกๆ บ้างก็เอาชื่อ msn มาเรียกกันแทนชื่อจริง ดูๆ ไปมันก็เป็น trend ที่ดูน่ารักดี มาดูตัวอย่างชื่อเก๋ๆ (แต่บางอันก็ประหล๊าด ประหลาด) กันดีกว่า
 
พลอย --> KhunPloy
ศาสตร์ --> Sart --> Sassy
นัท --> Vanassuda --> Vanda --> แวนด้า
ปิ๊น --> Sweet P --> สวีทพี
กลาง --> กลางซี่ (อันนี้ไม่ได้มาจาก msn แต่มาจากพี่ที่กองที่หม่อมน้องเธอไปฝึกงาน)
อั้ม --> !!!DuDe!!! ---> ดูด
วุ้น --> Wunz (หรือบางที Wunzie) --> วุ้นซี่
พี่เต้ --> Teacita (เป็นภาษาเสปน) และอีกชื่อที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า "สวยเลือกได้"
ดีกรีความสวยของพี่เต้นั้นเป็นที่ประจักษ์กันโดยทั่วไป มีรางวัลรับประกันมากมาย ทั้ง "Misstake" "Misssunderstanding" หรือว่า "Misserable"
ทั้งนี้ เมื่อวานที่ข้าวต้มอนันต์ พี่เต้ได้สมญานามใหม่สดๆ ร้อนๆ แล้วว่า "Miss ACMECS" ด้วยว่าในอนุภูมิภาคนี้ ไม่มีใครสวยเกินเธอแน่ๆ รับรองได้
 
 
The Competition
 
นอกจากการตั้งชื่อเก๋ๆ ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่แล้วนั้น ช่วงนี้พวกเรากำลัง busy กับการใช้ช่วงเวลาว่างลงทำศึกชิงจ้าวยุทธภพแห่งเสียงเพลง โดยใช้ MSN เป็นเวทีของการชิงชัย เพราะฐานที่มั่นของแต่ละคนก็อยู่ในกรมกองต่างๆ ซึ่งก็ห่างกันไม่น้อย (อ้อ..แต่ขอบอกไว้ก่อน ว่าพวกเราไม่ได้อู้งานนะคะ เราจะเล่นกันเมื่อว่างกันเป็นหมู่คณะเท่านั้น) การแข่งขันของพวกเรานั้น มีกฎกติกาง่ายๆ ก็คือ กรรมการ ซึ่งก็คือท่าน Sassy นั้น จะให้เนื้อเพลงมาหนึ่งท่อน แล้วพวกเรานั้นก็มีหน้าที่ที่จะต้องร้องต่อท่อนนั้นให้ได้โดยการพิมพ์เนื้อเพลงท่อนต่อไป รวมทั้งบอกชื่อคนร้อง และชื่อเพลง ใครอยากตอบต้องพิมพ์ ต จากนั้นท่านกรรมการจะเรียกให้ตอบตามลำดับก่อน-หลัง โดยยึดจากคอมกรรมการเป็นหลัก และพวกเราจะพิมพ์ พ เมื่อพร้อมจะเล่นข้อต่อไป
 
ตัวอย่างเช่น
 
DiploTainer: "รู้ไหมว่าใครแอบคิดถึง..."
Wunz:
Tecita Tae:
!KhunPloy:
Diplotainer: วุ้น เต้ พลอย
Diplotainer: วุ้น ตอบมาได้แล้วอย่าช้า
!KhunPloy: มันต้องไปกูเกิ้ลอยู่แน่ๆ เลย
Wunz: อ๊ะ อันนี้ก็ไม่ทราบเป็นใครนะ
Wunz: เจ - ก็ใครมันจะไปรู้หล่ะ
DiploTainer: สุดยอดดดดดดดดด  นี่ถ้าไม่มี อ๊ะ นี่ไม่ให้เลยนะเนี่ย
DiploTainer: วุ้น 1.5
 
ตอบถูกหมด จะได้คะแนน 1.5 คะแนน แต่หากคุณเถียงกรรมการ หรือออกจากการแข่งขันโดยไม่ร่ำลากรรมการ หรือแม้แต่กระทั่งเพียงเพราะคุณเป็นผู้เข้าแข่งขันเพศชาย คุณก็อาจจะโดนหักคะแนนได้ เหมือนอย่างเช่นที่คุณดูด โดนหัก 15 คะแนน โทษฐานหนีไปทำงานโดยไม่ลากรรมการ แต่หากคุณเป็นผู้หญิง และสวย แม้ว่าคุณจะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ มิได้เข้าร่วมการแข่งขัน คุณก็อาจจะมีคะแนนได้ง่ายๆ เช่นกัน เหมือนอย่างที่อยู่ดีๆ โบก็มี 5 คะแนน เพราะกรรมการอยากให้ เป็นต้น
 
น่าเสียดายที่ไม่สามารถเอาบทสนทนาของพวกเรามาลงให้อ่านกันได้ทั้งหมด ไม่อย่างนั้นคุณจะได้พบว่า นิสัยชอบเอาชนะกันน่ะมันไม่ได้หายไปตามจำนวนปีของอายุเลย เกมปัญญาอ่อนบางทีก็ทำให้เราเถียงกันเหมือนเด็กๆ และจะรีบถับถมเพื่อนอย่างเมามันส์ เพียงเพราะมันตอบผิด ทั้งๆ ที่ไอ้ที่เล่นกันอย่างจริงจังเนี่ย มันไม่มีรางวัลเลยซักกะชิ้น ก็ไม่รู้ว่าจะทำไมเราถึงเอาจริงเอาจัง จนถึงขั้นเอาเป็นเอาตายกันได้ขนาดนี้
 
...และด้วยการแข่งขันอันนี้นี่เอง ที่บางที พวกเราหลายคนก็หัวเราะก๊ากขึ้นมาหน้าจอคอมพิวเตอร์ จนบรรดาพี่ๆ เพื่อนๆ ร่วมกองสงสัย ว่างานที่ทำนี่มันน่าขำอะไรมากมาย ห๊า!!
 
 
--
 
 
August 11

แอ๊บแบ๊ว

 
แอ๊บแบ๊วคืออะไร?
 
ถ้าไม่เข้าใจความหมาย คงต้องบอกว่าเชยแหลก..
แต่หากคุณเป็นคนฟอร์มจัด..อย่ายอมรับง่ายๆ ว่าไม่รู้
คงต้องแอ๊บเนียน แสร้งทำเป็นว่าเข้าใจไปก่อน..
ได้ยินบ่อยๆ เดี๋ยวก็เดาความหมายได้เองแหละค่ะ
 
ไปอ่านเจอในเว็บไซต์ uncyclopedia -ไร้สาระนุกรม เวอร์ชั่นภาษาไทยค่ะ
แหม..แปลได้จับใจโจ๋
-
แอ๊บแบ๊ว..เป็นคำวิเศษณ์ ที่กำลังนิยมในหมู่วัยรุ่นตอนนี้ ซึ่งต่างกันเพียงเส้นขั้นบางๆกับคำว่า กระแดะ
-
ที่มาของคำว่า “แอ๊บแบ๊ว” ได้รับการวิเคราะห์อย่างหลากหลายค่ะ
บ้างก็ว่า..เป็นคำผสมระหว่างคำว่า แอ๊บนอร์มอล (abnormal) ในภาษาอังกฤษ รวมกับคำว่า “บ้องแบ๊ว”
หรือว่า..เดิมคำว่าแอ๊บแบ๊ว ไม่ได้ออกเสียงว่าแอ๊บแบ๊ว แต่ออกเสียงว่าแอบแบ๊ว คือแอบบ้องแบ๊ว แต่พูดไปพูดมาเสียงเกิดจะเพื้ยนไปเป็น "แอ๊บแบ๊ว" 
 
พูดได้ไม่อายปากเลยนะคะว่า ดิฉันคิดว่าคำนี้มันมีใช้มาตั้งนานหลายปีก่อนราชบัณฑิตยสถานจะออกมาบรรจุเข้าไว้ในพจนานุกรมซะอีก
หรืออาจจะเป็นเพราะว่ามันมีใช้มาตั้งนานนี่แหละ ก็เลยได้รับเกียรตินี้อย่างเต็มภาคภูมิ
 
สำหรับดิฉันแล้ว แอ๊บแบ๊วก็ไม่ต่างอะไรจากแสลงทั่วไปในยุคก่อนๆ เช่น เต้ย (แปลว่าเจ๋ง..คำนี้เก่ามากแล้ว และจัดเป็นชื่อเล่นยอดฮิตชื่อหนึ่งมาจนถึงปัจจุบัน ถ้าเด็กสมัยนี้มันรู้ความหมาย คงค่อนขอดว่าเชยพิลึก) จ๊าบ, เม้ง, ตู้ หรือให้ร่วมสมัยกันหน่อยก็ต้อง เดี๋ยวปั๊ดเหนี่ยว, สตอรว์เบอร์รี่, ชิวชิว, กิ๊ก, แว๊นซ์, สก๊อย หรือว่า แซ๊บบ เป็นอาทิ
 
ดิฉันว่าคุณก็รู้เหมือนกะที่ดิฉันรู้แหละค่ะ..ว่าคำแสลงนี่มันก็เป็นไปตามยุคสมัย กี่ยุคกี่สมัยก็จะต้องมีคนออกมาพูดปาวๆ ว่าทำให้ภาษาไทยวิบัติอย่างนั้นอย่างนี้ ..ทุกทีแหละค่ะ..ไม่มีพลาดซะล่ะ
แต่จนแล้วจนรอดดิฉันก็ยังไม่เห็นว่าจะภาษาไทยจะวิบัติไปซักกี่มากน้อยเลย
 
ดิฉันว่า การที่ราชบัณฑิตยสถานบรรจุคำนี้ไว้ในพจนานุกรมคำใหม่นี่ก็ดีนะคะ ถือว่าเป็นการบันทึกการเปลี่ยนผ่านทางวิถีชีวิตจากรุ่นสู่รุ่นเลยทีเดียว
แหม..ก็ไอ้คนที่แอ๊บแบ๊วอยู่ทุกวันนี้ เมื่อถึงวัยนึงมันก็ต้องร้างลาจากวงการกันมั่งล่ะค่ะ จะให้มาแบ๊วอยู่ตลอดเวลายังไงไหว
ถ้ามีบันทึกไว้ อย่างน้อยรุ่นลูกรุ่นหลานจะได้มีอะไรไว้ฮากันบ้าง
 
กลับมาที่อาการ "แอ๊บแบ๊ว" กันต่อ
บางคนบอกว่ามันคือการพูดให้รูปคำเปลี่ยนไปมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งจะให้สมจริงก็ต้องทำตาโตๆ พร้อมจินตนาการว่าต้วเองน่ารักสุดๆ ไปด้วย
เมื่อริจะแอ๊บแบ๊ว ก็ต้องพูดจาให้มันแอ๊ดวานซ์หน่อย อย่างเช่น "จิปายหนายอ่ะ..ปายซิหยามกันป่ะ" นังคนตอบก็ต้องไม่พลาดค่ะ แอ๊บให้ได้เลเวลเดียวกัน มันถึงจะสมน้ำสมเนื้อ "จิงหง๋อ...ไปซิหยามง๋อ..ไปกว๋อด๊ะ"
คุณรู้ไหมคะว่านังสองคนนี่มันพูดอะไรกัน ไม่ยากเกินไปใช่ไหมคะ 
คนแรกถามว่า "จะไปไหน ไปสยามกันไหม" อีกคนตอนว่า "เหรอ ไปสยามเหรอ ไปก็ได้"
เรื่องมันก็มีเท่านี้ล่ะค่ะ.. แต่จะพูดธรรมดาก็ไม่ได้
 
สำหรับดิฉันแล้ว คิดว่าไอ้ภาษาไทยประหลาดๆ นี่น่ะ
มีที่มาหลักจากภาษาแช๊ทในคอมพิวเตอร์
ถ้าสะกดธรรมดา (เค้าว่า) มันไร้อารมณ์ เหมือนอ่านหนังสือเรียน
ทีนี้พอฮิตแล้วก็ออกจากจอคอมพิวเตอร์ สู่โลกของคนเดินดิน กินข้าวแถวสยาม มันก็ต้องมีภาษาร่างกายเติมเข้าไปด้วยให้สมจริง
จะทำตาโต ปากอิ่ม จมูกเชิด เสียงเล็กเสียงน้อย หรือจะอะไรก็ตามแต่ใจ กะว่าให้น่าเอ็นดูเป็นใช้ได้
 
ถ้าคุณอายุ 30 แล้วแช๊ทแบบคนอายุสามสิบ สะกดถูกมันทุกคำ ประหนึ่งมีแม่เป็นครูสอนภาษาไทยแล้วล่ะก็
ฝันไปเถอะค่ะว่าจะคุยกับเด็กอายุ 16 รู้เรื่อง...
ถ้าคุณอยากทันสมัย ก็ต้องทำตัวเป็นวัยรุ่น แอ๊บแบ๊วให้ดูดีมีสติ (น้อย) พอๆ กัน ถึงจะจัดว่าร่วมสมัยกันได้
แต่ไม่รู้นะคะว่า ถ้าอายุสามสิบแล้วยังไปประดิษฐ์ภาษาท่าทางแบบแอ๊บแบ๊วนี่ อะไรจะเกิดขึ้น
เด็กๆ ทำก็คงน่ารักน่าเอ็นดูหรอกค่ะ ถ้าผู้ใหญ่ทำคงน่าจะถวายผางให้มากกว่า
 
ไอ้ดิฉัน ซึ่งวัยก็ได้ล่วงเลยมาจนปูนนึงแล้วเนี่ย ก็ให้รู้สึกหงุดหงิดเป็นบ้า เวลาแช๊ทกับพวกใช้ภาษารักษาอารมณ์พวกนี้
นิดหน่อยก็ยังพอไหวนะคะ..ให้มันขำๆ หรือว่าเพื่อให้พิมพ์สะดวก ดิฉันก็ทำค่ะ คำพวก "อ่ะ" "ป่ะ" อะไรพวกนี้
แต่ตลอดเวลาเนี่ย...ป้าก็อ่านไม่ค่อยจะเข้าใจอ่ะนะคะ
พาลจะแช๊ทไปเซ็งไปได้
 
 
ว่าแต่ "แอ๊บแบ๊ว" เนี่ย ทำแล้วมัน "แบ๊ว" จิงหง๋อคะ?
 
 
 
July 25

อร่อยยามว่าง

 
วันหยุดสุดสัปดาห์ ทำขนมง่ายๆ กันดีกว่าค่ะ
วันนี้คุณพลอยภูมิใจนำเสนอ "เกี๊ยวห่อใส้กรอกชีส"
มาเริ่มกันเลยดีกว่า
 
1. แป้งเกี๊ยวห่อเล็ก (มีประมาณ 50 แผ่น กินเก่งก็ทำเยอะละกัน)
2. ใส้กรอกหั่นเป็นชิ้น (ไม่ต้องใหญ่มาก เดี๋ยวห่อไม่ได้) บางคนชอบแฮมจะใส่แฮมก็ได้
3. ชีสแผ่น (แผ่นหนึ่งแบ่งเป็น 8 ชิ้น ใส่ 1 ชิ้นเล็ก/เกี๊ยว 1 ตัว)
 
วิธีการทำง่ายมาก เอาแป้งเกี๊ยวมา ใส่ชีส ใส้กรอก
เอาน้ำแปะที่ใบเกี๊ยวเล็กน้อย ห่อให้สวยงาม
วิธีง่ายๆ คือเอาสี่ด้านมาชนกัน จะกลายเป็นรูปถุง
ถ้าจะปิดให้สนิทก็ได้ กันชีสที่โดนความร้อนละลายออกมา
แต่ถ้าห่อไม่สนิท ชีสไหลเยิ้มๆ ก็น่ากินไปอีกแบบ
 
พร้อมแล้วตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมันแยะหน่อย
พอร้อนได้ที่แล้วเอาเกี๊ยวลงไปทอด กะพอให้แป้งเกี๊ยวกรอบเป็นใช้ได้
ทอดนานเดี๋ยวไหม้ แล้วชีสก็จะละลายหมด
 
ตักขึ้นใส่จาน รับประทานกับซอสพริกหรือน้ำจิ้มไก่
ทั้งหมดใช้เวลาทำไม่เกิน 20 นาที
 
จริงๆ จะเรียกเกี๊ยวหน้าด้านก็ได้
เพราะว่าวัตถุดิบมันอร่อยของมันเองอยู่แล้ว ไม่ได้ใช้ทักษะอะไรเลย
คนทำหน้าด้าน รับสมอ้างว่าเป็นเพราะฝีมือ 555
 
 
 
July 24

me & myself


เพิ่งได้ดูค่ะ แน่นอนว่ามันออกจากโรงไปชาตินึงแล้ว แต่ด้วยอานิสงส์ของ ASEAN Film Festival เลยได้ดูในโรงหนังอีกที

หนังรักค่ะ อย่างที่รู้ๆ กันนั่นแหละ คุณอนันดาเป็นพระเอก หล่อบาดใจสาวๆ คุณน้องนางเอกชื่อน้องแอม หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู (คุณชายกลางบอกว่าน้องเค้าเป็นลีดจุฬาด้วยล่ะ)
เรื่องของเรื่องก็คือตาพระเอกนี่เดินทะเล่อทะล่ามาจากไหนไม่รู้ ถูกนางเอกขับรถชนจนความจำเสื่อม จำอะไรไม่ได้เลย คุณน้องนางเอกก็เลยต้องรับภาระเลี้ยงดู พาไปหามดหมอ อยากจะให้จำได้เสียที จะได้กลับบ้านช่องห้องหอไปซะ แต่ทีนี้อยู่ๆ ไปพระเอกนางเอกก็เกิดจะรักกันขึ้นมา ทีนี้พอรักแล้วตาพระเอกก็ไม่อยากจะหายความจำเสื่อมละ

แต่อย่างว่า ไอ้เรื่องที่อยากจำก็ดันลืม ส่วนไอ้เรื่องที่อยากลืมดันกลับจำได้ซะนี่.. เมื่อความทรงจำกลับมา คุณพระเอกแกจำได้ว่าแกเป็นกะเทย ก็ปะเหมาะกับคุณน้องนางเอกรู้ว่าพระเอกเป็นกะเทยพอดี ไอ้เรื่องที่รักกันก็เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา เสียอกเสียใจกันใหญ่ ..คนดูก็เอาละ ลุ้นสิว่าจะยังรักกันอยู่รึเปล่า หรือพอพระเอกรู้ว่าตัวเองเป็นกะเทยแล้วก็เกิดจะรังเกียจชะนีขึ้นมาซะอย่างงั้น ก็อาจจะเป็นไปได้

สุดท้ายหนังรอมชอมกับหัวใจคนดู เอาเป็นว่ารักกันได้ก็แล้วกัน..
แต่ดูเหมือนจะทำลืมไปเสียอย่างนั้น ว่าจะอธิบายเหตุการ์ณหลังจาก "รัก" กันแล้ว "อะไร" จะเกิดตามมา
ตกลงว่าจะรักกันเฉยๆ อย่างเพื่อนสาวหรือยังไง

-------
จำได้ว่าระหว่างหนังฉายจริงในโรง กลุ่มเกย์โน่นนี่ออกมาประท้วงกันใหญ่
กลุ่มนี้บอกเราว่า กะเทยนี่เป็นกันด้วยใจ เป็นกะเทยแล้วไม่มีทางหายได้ แม้ว่าจะแก้ด้วยการไปชอบผู้หญิงก็ตาม
เพราะฉะนั้น หนังเรื่องนี้อาจเป็นตัวอย่างผิดๆ ให้ครอบครัวที่มีลูกหลานเป็นเกย์ เป็นกะเทย พยายามจับเขาเหล่านั้นให้ไปชอบผู้หญิง เพื่อแก้ไขรสนิยมทางเพศ
....กลุ่มเกย์และกะเทยถือว่าหนังเรื่องนี้แสดงถึงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างมากต่อเพศที่สาม
และอาจก่อให้เกิดปัญหาความเข้าใจผิดต่อเพศที่สามได้

----
ส่วนตัวคิดว่า หนังพยายามจะบอกอยู่เหมือนกันว่าคนที่เป็นเพศที่สามเกิดได้จากทั้งหัวจิตหัวใจ แล้วก็เกิดได้จากสิ่งแวดล้อม
ดูพี่ทอมหัวหน้านางเอกนั่นปะไร แกบอกว่าเกิดมาแกก็อยากเป็นผู้ชายละ จะให้ทำไง ก็มันเป็นอย่างนี้นี่ ทางออกของชีวิตเดียวดายของแกก็คือทำงานมันเข้าไป ทำจนเจริญก้าวหน้า เอาให้บ้ากันไปข้างนึง
แต่คุณพระเอกนี่มาอีกแนว มีคุณป้ามาเฉลยให้ ว่าแกถูกเลี้ยงมาในวงการกะเทย ร้องไห้โยเยป้าก็จับทาลิปสติกซะเลย ปรากฏว่าหยุดร้อง เลยให้หลานเอาดีทางนี้มาตั้งแต่เด็ก เรียกว่าไม่รู้ว่าจะเป็นผู้ชายได้ยังไง เกิดมาก็เลี้ยงให้เป็นกะเทยเสียแล้ว..และด้วยการเป็นกะเทยจากสิ่งแวดล้อมนี่แหละที่ทำให้เกิดจุดหักมุมของหนัง ชนิดที่คนดูอย่างดิฉันคิดว่ามีความเป็นไปได้ต่ำมากในโลกแห่งความเป็นจริง

ประโยคเด่นของหนังมีอยู่ว่า
"คนเราจะเป็นสิ่งที่เราเป็น ..สิ่งที่เราอยากเป็น หรือว่า สิ่งที่คนอื่นอยากให้เราเป็น"
"หัวใจสำคัญของการมีชีวิตอยู่...คือเสรีภาพของการ "เลือก" ที่จะ "เป็น" ได้"
(ส่วนตัวคิดว่า "เด่น" แต่ไม่ "เด็ด")

หนังเรื่องนี้เอาคำเด่นที่ว่านี่มาอธิบายการเลือกของทั้งพระเอกและนางเอก
- เลือกที่จะเป็นกะเทยกลับใจ มารักผู้หญิงอีกที เลือกจะรักผู้หญิงได้ แม้จะเคยรักผู้ชายมาก่อน
- เลือกที่จะรักกะเทย โดยไม่สนใจว่ารักแล้วจะได้อยู่ด้วยกันหรือไม่ หรืออยู่แบบไหน แล้วสังคมจะคิดอย่างไร

..มีโอกาสได้อ่านสัมภาษณ์ คุณพงศ์พัฒน์ ผู้กำกับ แกบอกว่าอยากให้หนังเรื่องนี้พูดถึงความรักที่แตกต่าง ไม่ใช่แค่ผู้หญิงรักผู้ชาย หรือคนรวยรักกับคนจน แต่อยากให้มันมีอะไรมากกว่านั้น...ซึ่งอะไรที่ว่าก็คงเป็นกำแพงรสนิยมทางเพศนี่ละกระมัง
เมื่อใจของผู้กำกับอยากให้เราเห็นว่าความรักนั้นเกิดได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกเงื่อนไข หนังเรื่องนี้จึงไม่จำเป็นต้องใช้ตรรกะใดๆ ในการอธิบาย
เพราะความรักมันเป็นเรื่อง subjective ของใครก็ของมัน
หนังเรื่องนี้จึงไม่ได้พูดเรื่องการต่อสู้เพื่อสิทธิกะเทย หรือการอธิบายสาเหตุของการเป็นเพศที่สามอย่างหนักแน่น
แต่บอกว่าเพศที่สามนี่ก็คนเหมือนกัน มีรัก มีสับสน ไม่ต่างกับเพศอื่น
สำคัญอยู่ที่ว่า เราจะจัดการกับความรักอย่างไร
- เลือกจะฝืนกระแสสังคม.. ช่างมันฉันไม่แคร์ ก็รักกัน แค่นั้นพอแล้ว
- หรือเลือกจะทำความรักให้หล่นหาย.. ด้วยการตั้งใจไม่จำ ยอมรับสิ่งที่ควรจะเป็น

ก็อย่างที่โปรโมทแหละค่ะ หนังรัก..ไม่ต้องคิดมาก ความรักชนะทุกสิ่ง
(แม้ว่ามันจะไม่ใช่ตรรกะที่ใช้ได้ในโลกแห่งความเป็นจริงก็ตาม)

 --- ส่วนตัวแล้วคิดว่าเป็นหนังที่ดูสนุก ไม่ต้องคิดอะไรมาก
ชีวิตนี้จะเอาสาระอะไรกันให้มากนักละคะคุณ
ดูหนังเพื่อพักผ่อนดีกว่า...ที่คิดมาได้เท่านี้ก็เหนื่อยมากแล้ว ^^

ปล. ขอยกอานิสงส์ความดีที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ให้ปิ๊น ที่เป็นคนชวนไปดู และคุณน้องกลาง ที่ร่วมคณะไปด้วยกัน ^^

 

July 07

คนดีๆ มีอีกแยะ

 
วันนี้ (ศุกร์ที่ 6) ดิฉันขับรถชนค่ะคุณ...
ครั้งล่าสุดเมื่อเกือบสามปีก่อน ตอนขับรถใหม่ๆ กันชนหลุด
อุบัติเหตุที่เหลือเป็นการเฉี่ยวชนเล็กน้อยแบบไม่มีคู่กรณี
(ก็มันเป็นถังขยะงี้ เสางี้ เรียกค่าเสียหายไม่ได้ซะหน่อย)
หรือเป็นกรณียอมความ เนื่องจากไม่เกิดความเสียหายแก่ทั้งสองฝ่าย
 
แต่วันนี้ค่ะคุณ ณ สี่แยกประปาแม้นศรี เวลา 08.15 น. ฝนตกปรอยๆ
กะลังขับรถไปทำงาน ติดไฟแดงอยู่ เห็นเลนซ้ายว่าง อยากไป เลยเปิดไฟติ๊กต่อก
หัวก็ค่อยๆ จิ้มไป ช้าๆ (ย้ำว่าช้าๆ ค่ะ)
ทันใดนั้น! ก็มีพี่มอเตอร์ไซค์จากไหนไม่รู้ ชนกระจกหูช้างดิฉันดังพลั่ก...
แล้วก็เหมือนภาพสโลวโมชั่นที่พี่มอเตอร์ไซค์คันนั้นค่อยๆ ถูกเหวี่ยงไปตามแรงเกี่ยว ถลาไปกับพื้นถนน
กระจกมองหลังของมอไซค์แตกกระจาย พี่คนขับถลาไปกับรถอย่างแรงเลยทีเดียว
สารพัดความคิดประเดประดังเข้ามาค่ะ
1. เฮ้ย...ผิดเต็มๆ ว่ะ...ว่าแต่มันแรงขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย (อารมณ์งง มันไม่น่าจะแรงขนาดนั้นนี่หว่า)
2. เฮ้ย...อย่าเป็นอะไรนะพี่ ลุกขึ้นมา ลุกขึ้นมาซี่.. (อารมณ์ลุ้น เกิดเค้าเป็นอะไรไปล่ะก็ซวยแหงๆ)
3. เท่าไหร่วะเนี่ย (ค่าเสียหาย) ชิบโป๋งแล้ว ทั้งเนื้อทั้งตัวมีอยู่สองร้อยยี่สิบ เอทีเอ็มแถวนี้มีป่ะวะ (ตาก็มองหาไปด้วย แล้วพบว่า...ไม่มี)
สามข้อนี้ดิฉันคิดภายในสามสิบวินาทีค่ะคุณ
 
ไม่น่าเชื่อค่ะว่า สมองดิฉันจะมีกระบวนการคิดที่รวดเร็วถึงเพียงนี้
พอพี่เค้าถลา (ขณะเดียวกับที่คิดสามข้อข้างต้น) ดิฉันจอดรถทันที เปิดไฟกระพริบ คว้ากระเป๋า ล๊อกรถ ลงไปช่วยเค้าพยุงมอเตอร์ไซค์ เก็บกุญแจที่ตกอยู่ที่พื้น
เสร็จแล้วยกมือไหว้สวยๆ 
ดิฉัน: ขอโทษจริงๆ ค่ะพี่ เป็นอะไรมากรึเปล่าคะ
พี่มอไซค์: ทำหน้างงๆ คลำแขนป้อยๆ แล้วบอกว่า "ไม่เป็นไร"
ดิฉัน: พี่ไม่เจ็บแน่นะคะ... เอ่อออ....แล้วค่ากระจกเท่าไหร่คะพี่
พี่มอไซค์: "สามสิบบาทครับ"
ดิฉัน: สมอง---> เฮ้ยย... เอาสามสิบเองเรอะ พี่บ้ารึเปล่าเนี่ย ไม่เจ็บตัวหน่อยเหรอ... พลางก็เปิดกระเป๋าสตางค์หยิบเงิน
        ปาก---> พี่คะ...ทั้งเนื้อทั้งตัวหนูมีสองร้อยยี่สิบเองอ่ะพี่ หนูให้พี่สองร้อยได้มั๊ย (คิดในใจว่า ตาย...สองร้อยนี่มันพอค่ายาทาเคล็ดขัดยอกป่ะเนี่ย)
ด้วยความที่รถติดมากแล้ว (เพราะรถดิฉันจอดขวางอยู่) ดิฉันจังยกมือไหว้งามๆ อีกที "พี่คะ หนูขอโทษจริงๆ นะคะพี่"
ระหว่างที่เดินกลับไปที่รถ ก็มีคุณตำรวจเดินมา ถามว่า "มีอะไรรึเปล่าครับ คุณ(พี่มอไซค์)เป็นอะไรรึเปล่า"
พี่มอไซค์: ไม่เป็นอะไรครับ
ดิฉัน: ไฟเขียวพอดี เลยต้องออกรถ
 
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนดีๆ ที่เค้าไม่เอาเรื่องเรา(ซึ่งผิดเต็มๆ)ก็มี แล้วก็มีคนไม่ฉวยโอกาสขูดรีดคนอื่นอยู่อีกนะเนี่ย
ขอบคุณพี่มอไซค์นะคะ ที่ไม่เอาเรื่องหนู แล้วก็จะไม่เอาตังค์ด้วย หนูชื่นชมพี่มากเลยล่ะ

--
ดิฉันจึงขอเชิดชูเกียรติพี่มอไซค์คนนั้นไว้ ณ ที่นี้
 
 
 
July 05

10 Things You Must Do On Board Nippon Maru!!

 
ใกล้ฤดูเรือเยาวชนแล้ว ไหนๆ ก็ต้องเขียนบทความให้สมาคมเรือฯ เพื่อเป็นการโปรโมทในหลายๆ ทางก็เลยเอามาแปะในนี้ให้ได้อ่านกันขำๆ
 
Nippon Maru กับ 10 สิ่งไม่ควรพลาด...
 
1. Grand Bath
 แม้ว่าในห้องพัก (ชาวเรือนิยมเรียกว่า cabin) จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันในพื้นที่ขนาดเท่าลูกแมวดิ้นตาย ตั้งแต่เตียงนอน (สามเตียง) ตู้เสื้อผ้า (สามตู้เช่นกัน) ทีวี (สามเครื่อง..เอ๊ย เครื่องเดียว ดูได้สามคน) เครื่องเล่นดีวีดี ตู้เย็น ห้องน้ำพร้อมฝักบัวและสุขภัณฑ์ชั้นเลิศก็ตาม อุปกรณ์ไฮโซสารพันต่างๆ ดังที่กล่าวมา หาได้ตอบสนองความต้องการในการออกมหาสมาคมของเหล่าเยาวชนผู้มีมนุษย์สัมพันธ์ดีได้ไม่...สมาคมแกรนด์บาธจึงได้อุบัติขึ้นอย่างเต็มภาคภูมิ

Grand Bath คืออะไร... คุณๆ คงเคยสดับตรับฟังมาบ้างว่า แดนกิมจิ เอ๊ย..แดนปลาดิบนี้มีวัฒนธรรมอันเก๋เดิ้นมาแต่นมนานกาเล หนึ่งในนั้นก็คือ “การอาบน้ำรวม” ในอ่างน้ำร้อนขนาดใหญ่ เรื่องอาบน้ำรวมนี่ เยาวชนบางคนอาจจะกลัวไปล่วงหน้า ก็แหม วัฒนธรรมอันดีงามของเรานี่ก็ไม่เอื้ออำนวยต่อการนี้เอาซะเลย ก็ใครล่ะจะไปกล้าโชว์สัดส่วนทุกองคาพยพให้ใครต่อใครก็ไม่รู้ดู เลยกระอักกระอ่วน ไม่ยอมเข้าไปลองสัมผัส ในช่วงแรกของการเดินทางโล้สำเภานิปปอนมารู จึงมีแต่เยาวชนญี่ปุ่นที่เป็นสมาชิกถาวรของแกรนด์บาธ แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลังจากที่พวกเรา (เยาวชนไทย) สลัดความหนียมอาย ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกแล้ว จึงได้พบว่าแกรนด์บาธนี้หนา ช่างมีคุณประโยชน์เหลือเกิน ค่าที่ทำให้เรานอนหลับได้สบายอย่างไม่น่าเชื่อ เลือดลมไหลเวียนสะดวกโยธิน แถมอาการเมาเรือก็ไม่มารังควานใจ ผิวพรรณผ่องใส...ปิ๊งๆ..ปิ๊ง ทั้งยังจะเป็นโอกาสในการสมาคมกับเพื่อนๆ ต่างชาติต่างภาษาที่เข้ามาแช่น้ำในอ่างเดียวกันอีกด้วย ก็แหม นั่งอยู่ในอ่างเดียวกันตั้งสิบนาทีสิบห้านาที จะไม่เกิดบทสนทนาก็กระไรอยู่ แถมผู้นิยมแกรนด์บาธนี่ก็จะหน้าเดิมๆ แหละค่ะ เจอกันประจำ...พวกนี้ตอนกลางวันก็ไม่ค่อยจะเห็นหน้ากันหรอกนะคะ แต่พอตกค่ำนี่ไปคลาคล่ำกันทีแกรนด์บาธเลยทีเดียว

อ่อ..อ่างน้ำร้อนที่ว่านี้เค้ามีไว้ให้แช่เฉยๆ นะคะคุณ อย่าเชียวนะคะ อย่าไปฟอกสบู่ ถูขี้ไคล ใช้ยาสระผมในอ่างให้เสียชื่อชาวสยามแดนอารยะเป็นอันขาด กรุณาชำระร่างกายให้สะอาดเสียก่อนตรงที่นั่งอาบหน้าฝักบัว จะลงไปแช่ตัวก็ต่อเมื่อเนื้อตัวสะอาดดีแล้ว แต่ก็มีบ้าง ที่เยาวชนผู้มีอารมณ์สุนทรีย์เกิดอยากจะแหวกว่ายไปมาในสระน้ำ พร้อมร้องเพลงที่ไม่มีใครเข้าใจไปพลางด้วย ซึ่งอันนี้ก็ต้องเผชิญกับสายตาประหวั่นพรั่นพรึงของเพื่อนร่วมอ่างเป็นการแลกเปลี่ยน
ถ้าใครยังลังเลใจอยู่ละก็ ขอบอกเลยนะคะว่าไม่มีใครมานั่งพินิจพิจารณาสังขารของเราหรอกค่ะ ต่างคนก็ต่างจะมาอาบน้ำแช่ตัวกันให้สบายทั้งนั้นแหละ แล้วที่แกรนด์บาธเค้าก็จะมีผ้าขนหนูผืนเล็กๆ ให้ ใครจะเอาไว้ใช้ขัดตัว เช็ดหน้า หรือจะเอาไปปิดบังอะไรก็ตามแต่ใจสะดวก ...ถึงอย่างนี้ก็เถอะ สำหรับบางคน กว่าจะกล้าเข้ามาร่วมวงศ์ไพบูลย์กันก็ปาเข้าไปครึ่งโครงการ เรือใกล้จะเกยฝั่ง ไอ้ครั้นจะมาติดใจก็สายไปเสียแล้ว ทำให้เกิดเสียงบ่นกระปอดกระแปดว่าพลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย... สาธยายสรรพคุณกันมาขนาดนี้แล้ว ก็ขอย้ำอีกทีนะคะว่าแกรนด์บาธนี่พลาดไม่ได้จริงๆ ลองดูสักครั้งเถอะ แล้วคุณจะติดใจ..ไหนๆ ก็มาแล้วนี่นา.. แล้วอย่ามาหาว่าไม่บอกล่ะ!
 
2. Dining Room
 คุณผู้อ่านคงสงสัยใช่ไหมคะว่า กะแค่ห้องอาหารนี่ จะมีอะไรนักหนา...ลำพังห้องอาหารน่ะไม่เท่าไหร่หรอกค่ะ ที่น่าจับตาคืออาหารที่เค้าจัดมาให้ต่างหากล่ะคะ!

 ชีวิตบนเรือนั้นจะให้ครบถ้วนสมบูรณ์ก็ต้องนอนหลับ และกินอิ่ม นอนนั้นหลับแน่ ถ้าไม่มัวไปมีกิจกรรมนอกเวลาภาคค่ำประเภทต่างๆ ส่วนเรื่องกินนั้นหรือก็สบายบรื๋อค่ะ เพราะเป็นหน้าที่ของเหล่าลูกเรือในห้องครัว ที่จะจัดเตรียมอาหารให้เราครบทั้งสามมื้อ โดยนอกจากจะครบห้าหมู่แล้ว ยังกล่าวได้ว่าครบทุกสปีชีส์อีกด้วย

 วันดีคืนดี พ่อครัวนึกครึ้มอกครึ้มใจทำอาหารพิเศษ ก่อนจ้วงตักไม่ต้องตกใจไปค่ะ ไม่ว่ามันจะเขียนว่า “Goat”, “Deer”, “Ostrich” หรือแม้แต่ “Crocodile”...ขอให้บรรจงตักขึ้นมาเถอะค่ะ สวมวิญญาณพรานป่าแห่งหิมพานต์ เอาส้อมจิ้มสารพัดสิ่งมีชีวิตใส่จาน เพื่อเพิ่มรสชาดก็เหยาะเครื่องปรุงตามแต่จะมี โอกาสอย่างนี้หาได้ง่ายเสียที่ไหนเล่า... สำหรับผู้ไม่มีปัญหาติดขัดเรื่องรับประทานอาหาร ขอให้คิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ลองอะไรแปลกๆ อย่างน้อยก็เอาไว้โม้ให้ชาวบ้านฟังได้ แม้ว่าเค้าจะเอาเนื้ออีน่ากัว เอ๊ย..อิกัวน่า มังกรโคโมโด หรือเนื้อแพนดาช่วงช่วงหลินฮุ่ยมาให้กิน ก็คิดซะว่าชิมเอามันส์ละกันนะคะ… ความเจ็บป่วยจากการกินไม่เป็นอุปสรรคค่ะคุณ ที่ชั้นหนึ่งมีโรงพยาบาลพร้อมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รับรองว่าช่วยชีวิตได้ทันท่วงทีค่ะ! เมื่อสบโอกาสขึ้นเรือทั้งทีแล้ว ก็สมควรที่จะได้เพิ่มพูนประสบการณ์การรับประทานให้แก่กล้ายิ่งขึ้น จริงไหมล่ะคะ!
 
3. International มาม่าปาร์ตี้
 การขึ้นเรือของพวกเราเหล่าเยาวชนนี้นั้น ก็เป็นที่ทราบกันดีว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรรมอันดีงามที่มีความแตกต่างหลากหลาย แน่นอนค่ะ การรับประทานก็เป็นวัฒนธรรมประเภทหนึ่ง แต่แหม..ครั้นอยู่บนเรือจะให้ต้มผัดแกงทอด...หอมอร่อยในพริบตา ก็ออกจะยากลำบากมิใช่น้อย ไหนๆ เราก็มีอาหารไทยประทังหิวชนิดกึ่งสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน รสชาดมาตรฐานไทยแท้อยู่ในมือแล้ว อีกทั้งยังมีเหลือเฟือ (แปลว่าเริ่มกินไปจนเบื่อแล้ว) จึงน่าจะนำมาใช้เป็นอุปกรณ์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเสียหน่อยจะดีกว่า

 อาหารไทยประทังหิวชนิดกึ่งสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน ก็คือมาม่านั่นแหละค่ะ เรียกให้มันสวยหรูไปอย่างนั้นเอง สำรับมาม่าบ้านเราเนี่ย หลายๆ คนคงจะเคยลิ้มชิมสารพัดยี่ห้อมาแล้ว ซึ่งก็ถือว่าใช้ได้ สามารถใช้เป็น reference อ้างอิงรสชาดอาหารไทยได้หลายประเภท ไม่ว่าจะเบสิกพื้นฐานอย่าง ต้มยำกุ้ง หมูสับ ต้มยำหมูสับ ต้มโคล้ง เรื่อยไปจนถึง ผัดขี้เมา เย็นตาโฟ หมูน้ำตก หรือแม้แต่เป็ดพะโล้ก็ตาม (ไม่น่าเชื่อว่ากะแค่บะหมี่และผงชูรสจะสร้างจินตนาการบรรเจิดได้ถึงเพียงนั้น) ก็เล็งเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการกิน อีกทั้งจะเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ไปชิมมาม่าของชาติอื่นด้วย เพื่อจะได้ลิ้มรสชาดแปลกๆ ใหม่ๆ ว่าอร่อยมากน้อยแค่ไหน ถูกปากผู้บริโภคชาวไทยหรือไม่ ถือเป็นการสำรวจตลาดไปด้วยในตัว...เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกเป็นโหลเลยล่ะค่ะงานนี้

และเท่าที่เห็นผ่านสายตา พี่ไทยเรานี่แหละที่มีมาม่าสารพัดรสชาดแซ่บอีหลีกว่าใครเขาเพื่อน ถึงขั้นว่ามาม่ารสต้มยำกุ้งนี่สามารถเอาไปให้พ่อครัวที่ Dining Room ใช้เป็นรสชาดอ้างอิงได้เลยทีเดียว เพื่อนต่างชาติก็กรี๊ดสลบ รับประทานด้วยความเอร็ดอร่อยปานประหนึ่งอาหารชั้นเลิศ....งานนี้ พี่ไทยก็ได้หน้าไปตามระเบียบ แถมยังอิ่มท้องเพราะไปชิมของชาวบ้านเค้ามาอีกด้วย....มีแต่ได้กับได้ค่ะ
 
4. เรียนภาษาฮาเฮ
 มีโอกาสโล้สำเภานิปปอนมารูทั้งที บวกกับมีเพื่อนต่างด้าว เอ๊ย..ต่างชาติอีกตั้งสิบประเทศ จะละทิ้งโอกาสอันงามที่จะได้เรียนภาษาฟรีๆ จากเจ้าของภาษาก็กระไรอยู่ แต่เป็นศิษย์มีครูทั้งที จะให้เรียนคำศัพท์พื้นฐานเบสิกก็กระไรอยู่ เราจึงได้ดำริให้มีการเรียนการสอนหลักสูตรภาษาขั้นแอดวานซ์ แบบอินเทนซีฟคอร์ส หกอาทิตย์พูดปร๋อกันขึ้น

 วัตถุประสงค์ของการเรียนภาษาขั้นแอดวานซ์นี้ มีได้หลากหลาย ตามความประสงค์ของศิษยานุศิษย์และครู (เถื่อน) ตั้งแต่บทสนทนาประเภทรักลึกซึ้งโรแมนติก เอาไว้จีบสาวจีบหนุ่ม เป็นต้นว่า “ฉันจะรักเธอจนวันสุดท้าย (ของโครงการ)”, “เธอสวยเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ”, “ความรักของเราเหมือนลิขิตสวรรค์” (...แหวะ), “ขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้เราได้มาพบกัน (และจะได้พรากจากกันในเร็วๆ นี้)” ทั้งนี้ การสอนภาษาดังกล่าวไม่รับรองผลการนำไปปฏิบัติแต่อย่างใด...ถูกอีกฝ่ายเค้าด่าเปิงกลับมาก็ตัวใครตัวมันนะคะ

 ต่อมาก็เป็นพวกกลางๆ อันนี้โดยมากจะอยากรู้คำศัพท์ทั่วไป เพื่อไปใช้ดำรงชีพในประเทศที่เรือจอด เป็นต้นว่า สวัสดี ขอบคุณ ไม่เป็นไร ลาก่อน หิว หรือว่า หลงทาง ฯลฯ อะไรอย่างนี้ก็ว่าไป อย่างเช่น เวลาอยู่ในประเทศมุสลิม ใครไม่กินเนื้อก็ต้องรู้คำว่าไก่ ไปไหนก็จะได้มีกิน สามวันกินไก่มันตลอดแหละ ...โฮสแฟมิลี่ถามจะกินอะไร ไอ้คนตอบก็กินอะยัมตลอด เอะอะก็อะยัมไรซ์ อะยัมไรซ์  …กลับขึ้นเรือก็ขันได้พอดี ก็มันไม่รู้จักอย่างอื่นนี่...

ประเภทสุดท้ายนี่จัดเป็นพวกฮาร์ดคอร์หน่อย อันนี้จะเป็นอีกแนวนึงไปเลย พวกนี้ก็จะไปสรรหาสารพัดคำศัพท์มาให้เหล่าครูกิตติมศักดิ์แปล อาทิ คำว่า “ตด” ในภาษาตากาล๊อก, คำว่า “ยาดม” ในภาษาพม่า, คำว่า “หน้ามัน” ภาษาเวียดนามเรียกว่าอะไร, คำว่า “หัวเถิก” ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าอะไร พอได้คำตอบแล้วก็จะเอาไปท่องจำด้วยความสนุกสนานอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งก็อย่าไปเอาสาระอะไรกะกลุ่มนี้มาก พอให้ได้ตลกไปวันๆ ก็พอใจแล้ว
 
----
ตอนนี้เอาไป 4 ข้อก่อน อีก 6 ข้อ อยู่ระหว่างรอส่วนของพี่แอนนี่ เดี๋ยวเอามาลงให้ได้อ่านกันในโอกาสต่อไปค่ะ
 
 
June 22

สมุดมรณะ

 
วันก่อนเดียร์เอาหนังเรื่อง "Death Note" มาดูที่บ้านทีเดียวสองภาครวดท่ามกลางการอนุโมทนาของพี่และน้อง
ด้วยว่าเราทั้งสามคนต่างเป็นแฟนเหนียวหนับของการ์ตูนเรื่องนี้
ภาษาไทยชื่อเก๋ไก๋มาก ภาคแรกชื่อ Death Note สมุดโน๊ตกระชากวิญญาณ 
ส่วนภาคสองชื่อว่า Deate Note อวสานสมุดมรณะ (อาจจะกลัวไม่รู้ว่ามีแค่สองภาค เลยต้องใส่คำว่าอวสานลงไปหน่อย)
 
ตอนแรกที่รู้จักเรื่องนี้ คือแป๊ะเอาการ์ตูนมาอ่านที่บ้าน
คำนิยมของมันก็คือ "อ่านดิ โคดจะมันส์อ่ะ"
ถามกลับไปว่าการ์ตูนอะไร แล้วมันสนุกยังไง
คำขยายความของนักศึกษาวิชาสังคมศาสตร์ปีสามก็คือ "เนี่ยก็มีสมุดใช่ป่ะ เขียนชื่อใครคนนั้นก็ตายไง สนุกจะตาย"
ได้ฟังแล้วก็ทำหน้าพิกล ตามประสาพี่น้องที่รักกันมากก็ต้องหยอดคำหวานกันเล็กน้อย "ไอ้บ้า มันจะไปสนุกตรงไหนวะเนี่ย การ์ตูนเพ้อเจ้อ"
แต่เห็นสองคนอ่านกันเอาเป็นเอาตาย ต่อมอยากรู้ก็เริ่มทำงานละ
ก็เอาเป็นว่าอ่านเองเลยละกัน..
 
อ่านแล้วก็แหม...สนุกนิ
การ์ตูนบ้าอะไรไม่รู้ หักเหลี่ยมเฉือนคม อัจฉริยะเฉือนอัจฉริยะ
สามคนพี่น้องเห็นพ้องกันว่า ฝ่ายคิระก็ฉลาดเป็นกรด ฝ่ายตำรวจก็เก่งเหลือใจ แต่ที่เก่งที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นคนเขียน
สมุดเขียนชื่อใครก็ตายแค่นี้ ยังนึกอยู่ว่ามันจะเขียนได้ไงเป็นการ์ตูนชุดนับสิบๆ เล่ม
แหม ต้องสรรเสริญกันหน่อยว่าคุณคนเขียนนี่แกเจ๋งจริง คิดได้เป็นคุ้งเป็นแคว
อ่านไปอ่านมาก็พาลนึกเล่นๆ ว่าถ้าไอ้สมุดต้นเรื่องนี่มันมีอยู่จริงจะทำยังไง
 
พอเอามาทำเป็นหนังก็สนุกมาก จริงๆ คิดว่าสนุกกว่าการ์ตูนอีก
นอกจากตัวแสดงจะแกะออกมาเหมือนกับคาแรคเตอร์ในการ์ตูนเป๊ะๆ แล้ว
ผู้กำกับยังสามารถขมวดปมให้หนังดูสนุก น่าติดตาม แล้วก็ดูรู้เรื่อง
ตอนจบก็ได้ใจ ไม่เหมือนในการ์ตูน ที่ออกจะเลอะเทอะไปหน่อยในตอนท้าย
เข้าใจว่าขายดี เลยต้องยืดเรื่องออกไปหน่อย (แหม ทำเป็นละครช่อง 7 ไปได้)
 
แก่นความคิดหลักของหนังกับการ์ตูนยังคงอยู่ที่ประเด็นเดียวกัน
คือ เมื่อเรามีอำนาจ เราจะใช้อำนาจนั้นอย่างไร และอำนาจที่มากเกินไปก็ยวนใจให้นำไปใช้ในทางที่ผิด
ส่วนตัวรู้สึกด้วยว่า Death Note พยายามจะบอกว่าการให้คำจำกัดความ (Identify) "ความดี" กับ "ความชั่ว" เป็นเรื่องความเห็นส่วนบุคคล คือมีลักษณะแบบ Subjective Opinion โดยสังเกตได้จากกลุ่มคนที่แสดงความเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับคิระ
กลุ่มแรก (ส่วนใหญ่มักเป็นผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือตกเป็นเหยื่อของการกระทำที่ผิดกฎหมาย) เห็นว่าการกำจัดอาชญากรด้วยการทำให้เสียชีวิตโดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายเป็นเรื่องสามารถกระทำได้ ไม่ผิด และยังส่งผลให้สังคมดีขึ้นอันเนื่องมาจากความหวาดกลัวที่จะทำความชั่ว (เพราะคิระจะส่งไปลงนรก)
ในขณะที่กลุ่มที่สองซึ่งก็คือประชาชนบางส่วนและกลุ่มตำรวจสุดเท่ห์ รวมไปถึงกลุ่มคนดีบ้างไม่ดีบ้าง (กลุ่มผู้เคยทำชั่ว และกลัวกรรมจะตามทัน) เห็นว่าการฆ่าคนโดยไม่ฟังอีร้าค่าอีรมของคิระเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ไม่ต่างอะไรกับการตั้งตนเป็นศาลเตี้ย หรือเป็นอาชญากรเสียเอง (แม้ว่าหนังพยายามจะบอกว่าไอ้คนที่ถูกทำให้ตายนี่มันชั่วมากก็ตาม)
ความคิดของคนสองกลุ่มนี้ถือเป็นการให้คำจำกัดความของความดีและความชั่วที่แตกต่างกัน กลุ่มแรกดูเหมือนจะเห็นว่าการวัดว่าการกระทำใดๆ จะเรียกว่า "ดี" หรือ "ชั่ว" ได้นั้น ขึ้นอยู่กับ เจตนา ของผู้กระทำเป็นสำคัญ ต่างจากกลุ่มที่สองที่พยายามจะชี้ให้เห็นว่า การกระทำ นั่นแหละที่เป็นเครื่องบอกว่า "ดี" หรือ "ชั่ว" ไม่ว่าจะมีเจตนาอย่างไรก็ตาม
 
ทั้งหนังและการ์ตูนนอกจากจะทำให้เห็นถึงความสามารถของนักเขียน (ที่คิดเรื่องได้หักเหลี่ยมเฉือนคม) ผู้กำกับ (สื่อสารออกมาเป็นหนังได้สนุกไม่แพ้การ์ตูน แถมยังเสนอตอนจบที่สุดยอดมาก) และเหล่านักแสดง (ที่ทำให้นึกว่าเดินออกมาจากหนังสือการ์ตูน) ยังพยายามจะทำให้คนดู คนอ่าน "คิด" ด้วยการแทนที่ตัวเองเข้ากับตัวละคร และเย้ายวนให้คิดว่า...
 
...ถ้ามี Death Note คุณจะใช้มันทำอะไร??
 
 
 
 
 
June 18

ไม่รักแต่คิดถึง

 
Artist: เฉลียง
Album: N/A (แปลว่าจำไม่ได้ว่าอยู่อัลบัมไหน..เอิ๊กก)
Song Title: ไม่รักแต่คิดถึง
 
 
ชีวิตบางช่วงที่เกี่ยวกัน เราได้แลกเปลี่ยนซึ่งความฝัน
หลายครั้งหลายหน... หัวใจไม่ตรงกัน แต่รู้กันต่างคนมีน้ำใจ
เธอไม่ต้องนวลอย่างดวงจันทร์ และฉันไม่ใช่ดวงตะวันฉาย
เราเพียงเป็นคน คบกันตามสบาย เมื่อร้างไกลห่วงใยก็แล้วกัน
* ไม่สำคัญ...ว่าเธอมีใคร ไม่ใช่กงการอะไรของฉัน
ไม่สนใจเมื่อเธอสุขสันต์ ขอรู้เพียงวันที่เธอไม่มีใคร
ยังไม่ประคองถ้าเธอล้ม ถ้าเธอลุกขึ้นยืนได้เองไหว
ขอรู้....ขอเห็นว่าเธอเดินเองได้ จะขอมองดูไกลๆ อย่างชื่นชม
---
ไม่สำคัญ....ว่าเธอมีใคร ไม่ใช่กงการอะไรของฉัน
ต่างหนทางของต่างเรานั้น ถึงแม้ว่าเราจะไกลซักเพียงไหน
ไม่รักแต่คิดถึง ไม่รักแต่คิดถึง
ไม่รักแต่คิดถึง ไม่รักแต่คิดถึง...
 
------------
ไม่เคยเอาเพลงใส่บล๊อกมาก่อน..วันนี้เป็นมิติใหม่
--
พักนี้ได้ยินเพลงนี้บ่อย คาดว่าเพราะโปรโมทงานประจำปีคณะถาปัด
นัยว่าเพื่อให้ขายบัตรได้แยะๆ จึงต้องออกทีวีให้คนรู้กันทั่ว
ตอนแรกแอบงงเล็กน้อย..ไหนเค้าว่าจะไม่มีคอนเสิร์ตของเฉลียงแล้วไง
พอดูทีวีเมื่อคืนจึงถึงบางอ้อ
คุณนิติพงศ์ (อันที่จริงคนทั่วไปเรียกว่าพี่ดี้ แต่ด้วยมิได้เป็นญาติฝ่ายใดกับเขา ทั้งไม่ได้เป็นบุคคลในวงการเพลงอันจะสามารถนับความหนิดหนมเป็นพี่เชื้อได้ จึงขอเรียกว่าคุณนิติพงศ์ ให้สมกับที่รู้จักกันเป็นการส่วนรวม) บอกว่าตอนแรกมีดำริจะตั้งชื่อว่า "เฉลียงตระบัดสัตย์ เพื่อถาปัดจุฬา" จึงจะช่วยแก้ความข้องใจกับคำที่เอ่ยไปเมื่อตอนคอนเสิร์ตปี 43
 
จำได้ว่าคอนเสิร์ตครั้งนั้น ดิฉันได้บัตรรอบซ้อมใหญ่ อันเป็นอภินันทนาการจากชุมนุมคนรักเฉลียงบนโลกไซเบอร์ ให้ตบตีแย่งชิงกันเอา
แต่เกิดเหตุอันใดจำไม่ได้ จึงจำเป็นต้องสละสิทธิ์ไป...สรุปง่ายๆ ว่า "อดดู" แต่ฟ้ายังปราณีให้ได้ซีดีบันทึกการแสดงมาครอบครอง..ค่อยยังชั่ว
 
คอนเสิร์ตปีนี้ก็เอาอีกละ เจ้าจำปีใจดีอุตสาห์ให้เอาไมล์สะสมไปแลกบัตรฟรีได้ ใบละตั้งสองพัน...แต่ก็สายไปละ เดือนก่อนอัญชลีไปการบินไทยหลานหลวง เกิดผีสิงอะไรไม่ทราบได้ เอาไมล์สะสมที่มีเหลือน้อยนิดไปแลกกระเป๋าเดินทาง ซึ่งก็ไม่รู้จะแลกไปทำไม พอเอากลับมาบ้านก็ยิ่งไร้ประโยชน์เข้าไปใหญ่ ค่าที่มันมีอยู่แล้วตั้งหลายใบ ยังจะบ้าไปแลกมาอีก...ไมล์สะสมจึงไม่เพียงพอแก่การเอาไปแลกบัตรคอนเสิร์ต 2 ใบ...
หลายคนคงถามว่าทำไมไม่ซื้อ...แหม...คือถ้าไม่ดูก็ไม่ตาย แต่ถ้าได้บัตรฟรีก็ดีไป..ทำนองนี้
ดิฉันดูคอนเสิร์ตผ่านซีดีได้ ไม่ถือเป็นเรื่องอัปยศ..
 
เฉลียงกับดิฉันนับว่ามีความหนิดหนมกันผ่านเสียงดนตรีและนัยความคิดตั้งแต่แตกตัวเป็นวัยรุ่น
แม้เฉลียงจะเลิกราหลังจากที่ดิฉันลืมตาดูโลกได้ไม่นาน..
ก็อย่างว่าแหละค่ะคุณ..รู้จักกันเป็นการส่วนรวม
 
เพลงนี้เป็นเพลงโปรดลำดับต้นๆ...ราวกับมานั่งอยู่กลางใจ
ฟังแล้วนึกถึงผองเพื่อนทั้งหลายแหล่ ที่ฟ้าบัญชาให้มาพบกัน
ประหนึ่งเป็นพวกรักหลบซ่อน..หรือไม่ก็รักนะแต่ไม่แสดงออก
..ไม่รู้ว่าขี้เกียจพูดหรือว่าเป็นใบ้
 
ขอไม่รักได้ไหม...แต่คิดถึงสุดหัวใจ..เชื่อเหอะ!!
 
 
 
June 14

รับปริญญาละค้าาาา...

 
เสาร์ที่ 30 มิ.ย. นี้ ถ่ายรูปรับปริญญา 10.00-14.00 น.
รับจริง 13 ก.ค. เข้าหอประชุมตอนเช้า ถ่ายรูปได้ตอนบ่าย
แต่ไม่แนะนำให้มาวันจริง เพราะร้อน คนเยอะ แถมบัณฑิตขี้เกียจอยู่นาน
มาไม่เจอจะเสียเที่ยวได้
อย่างไรขอเชิญวันเสาร์ที่ 30 จะเวิ้กกว่า
ถ้าว่างขอเชิญทุกท่านนะค้าาา..
ปล. ของขวัญไม่เอา มาแต่ตัวก็ซึ้งแล้วว
 
 
June 03

ไวเหมือนโกหก..

 
วันเกิดอีกแล้วอ่ะ...
ทำไมมันเร็วยังงี้....
 
รู้สึกเหมือนที่กอล์ฟเคยบอกตอนที่ตัวเองอายุครบ 25..
"... จำได้ว่าตอนอายุ 12 ชั้นเคยคิดว่าผู้หญิงอายุ 25 นี่ช่างดูแก่เสียนี่กระไร เธอพร้อมจะมีหน้าที่การงานที่ดี มีรถ มีบ้าน มีครอบครัวเป็นของตัวเอง.."
แต่ตอนนี้ชั้นอายุ 25 แล้ววว..ไม่น่าเชื่อเลย (-_-") แต่ชั้นยังไม่มีและไม่เป็นเหมือนที่กล่าวมาข้างต้นเลยแม้แต่ข้อเดียว (อ่อ..ยกเว้นเรื่องงานน่ะนะ) อย่าว่าแต่ครอบครัวเลย แฟนก็ยังไม่มี และไม่มีทีท่าว่าจะมีในเวลาอันใกล้นี้ บ้านก็อยู่กะพ่อแม่ รถก็ของพ่อแม่อีก ชีวิตวันๆ นึงก็ไปทำงาน เล่นกับเพื่อน แชท เล่นเกมคอมพิวเตอร์ ดูละครน้ำเน่าหลังข่าว เชียร์อะคาเดมี ...ซึ่งดูเพลินๆ ก็ถือว่ามีความสุขดีถึงดีมาก แต่เมื่อคิดถึงอายุแล้ว... นี่ชั้นอายุ 25 แล้วเรอะ!
...แม้จะพยายามคิดว่า ไม่เป็นไร อีกตั้งห้าปีแน่ะกว่าจะสามสิบ...แต่เอ๊ะ ตอน 20 เราก็คิดอย่างนี้นี่หว่า
ไม่ได้การละ...อีกแค่ 5 ปีก็สามสิบแล้วเหรอเนี่ย....โอ้วววว
 
ทำไมเวลามันผ่านไปเร็วอย่างงี้เนี่ยยยย....
 
ปล. เข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมถึงชอบมีคนบอกว่าหยุดอายุตัวเองไว้ที่ 18 ตลอดเวลา..
 
 
May 27

หลวงพระบางเดินช้า

 
เพิ่งกลับจากหลวงพระบาง..
เพราะมีกิจกรรมทางการหลายประการ อีกทั้งหลวงเป็นคนออกตังค์
จึงพูดไม่ได้เต็มปากว่าไปเที่ยว แม้ในความเป็นจริงจะสนุกไม่น้อย
 
ชาวคณะอำลากรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่ขอนเก่นด้วยรถบัสขนาดใหญ่
ระหว่างทางแวะเติมพลังที่โชคชัยเสต็กฮัท..ไอติมยังอร่อยเหมือนเดิม
ตกเย็นไปฟังเรื่องสำนักงานหนังสือเดินทางขอนเก่นกับ ROC สนุกดีทีเดียว
ถึงขอนเก่นนึกได้เลยโทรหาพี่แอนนี่ บังเอิญเจ๊แกอยู่ขอนแก่นพอดี
อาจารย์จอห์นได้ยินภรรยาพูดโทรศัพท์ เลยถามลอยตามลมด้วยความสงสัยว่ายายพลอยมาทำอะไรที่นี่เนี่ย...
สงสัยจะคิดว่าดิฉันจะจองล้างจองผลาญครอบครัวแกไปถึงไหน ฮะฮะ
นอนขอนแก่นหนึ่งคืน ตื่นแต่เช้ามุ่งหน้าเข้าหนองคาย จากหนองคายเรานั่งรถข้ามแดนไปเวียงจันทน์
ไฮไลท์ของเวียงจันทน์ทริปนี้ของดิฉันไม่ได้อยู่ที่งานการใดๆ ทั้งสิ้น
หากแต่อยู่ที่หอพระแก้ว..ค่ะ หอพระแก้วที่เคยประดิษฐานพระแก้วมรกตนั่นแหละ
แม้ว่าวันนี้ พระแก้วมรกตจะไม่ได้อยู่ที่เวียงจันทน์แล้ว
แต่ที่หอพระแก้วยังคงมีพระแก้วมรกตองค์จำลองทรงเครื่องทั้งสามฤดูให้ผู้มีจิตศรัทธาเช่าไปบูชา
ที่สะท้อนใจยิ่งกว่า คงอยู่ที่ป้ายอธิบายความหน้าหอพระแก้ว และคำอธิบายด้วยใบหน้ายิ้มละมัยของไกด์สาว
ว่าปัจจุบันพระแก้วมรกตนั้นถูกอัญเชิญไปประดิษฐานยังต่างประเทศเสียแล้ว
ได้ยินแล้วอึ้งไปพักใหญ่ ต้องสูดหายใจลึกๆ
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ที่ทำให้ฝ่ายลาวเลือกจะใช้ถ้อยคำดังที่ว่านี้ มากกว่าเลือกจะระบุว่าเป็นที่ใด
ฉันรู้สึกได้ว่า ฝ่ายโน้นคงรักษาน้ำใจเราไม่น้อย แม้เขาจะเป็นฝ่ายถูกกระทำก็ตาม
ในฐานะคนไทย ฉันรู้สึกได้ว่า เขาให้อภัย...แต่ไม่ลืม
แล้วฝ่ายเราเล่า...ทำอะไรเพื่อเยียวยาความรู้สึกเขาบ้าง..
 
จากเวียงจันทน์ เราเดินทางสู่หลวงพระบางด้วยเครื่องบิน หรือยนในภาษาลาว
ท่าอากาศยานวัดไตไม่พลุกพล่านนัก ใช้เวลารอชั่วอึดใจเราก็ขึ้นเรือบินลำย่อม บ่ายหน้าขึ้นเหนือ
เมื่อถึงหลวงพระบาง.. เรามีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมสารพัดสถานที่สำคัญของที่นี่
วันแรก ฉันรู้สึกเหมือนเมืองนี้เงียบดีจัง เป็น "เงียบ" ชนิดที่ไม่ "เหงา"
ฉันเดินชมที่ต่างๆ ที่นี่ได้ไม่รู้เบื่อ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะฉันหลงรักประวัติศาสตร์
เมื่อเข้ามาในที่ที่กาลเวลาดูจะทำอันตรายอะไรไม่ได้..ทำให้ยิ่งอิ่มใจ
หลวงพระบางมีเสน่ห์น่ารักบางอย่าง ที่ภาพถ่ายเท่าที่เห็นมาบอกไม่ได้ทั้งหมด
ฉันคิดว่า มันคือ "จังหวะ" ของเมือง
หากกรุงเทพฯ เป็นเหมือนนักวิ่งระยะไกล ที่ไม่รู้จุดหมาย แถมมีคู่แข่งนับร้อย
หลวงพระบางคงเป็นนักเดินเล่นมือฉกาจ ค่อยๆ ชมไม้ชมไร่อะไรไปตามทาง ไม่มุ่งหวังจะแข่งขันกับใคร
อย่างที่รู้กันอยู่...ว่าเมื่อเราเดินช้า โอกาสจะเห็นโลกรอบตัวก็มีมากขึ้น ชื่นชมกับมันได้มากขึ้น
 
หลวงพระบางสำหรับฉัน จึงเป็นเมืองที่เดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
มีทั้งเทือกเขาสูงและสายน้ำเชี่ยวกั้นออกจากโลกภายนอก
บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งพุทธศาสนา เป็นเมืองเล็กๆ ที่น่ารัก สงบ และงาม
เมื่อบวกกับอุบัติเหตุที่ข้อเท้าในเช้าตรู่ของวันก่อนเดินทางกลับ
ทำให้จังหวะเดินของฉันช้าลงพอๆ กับจังหวะของเมือง
แม้จะมีอุปสรรคที่ความเจ็บปวด..แต่ก็บรรเทาไปได้มาก เมื่อได้รับน้ำใจจากเพื่อนร่วมทาง
แม้อาการเจ็บปวดจะลดทอนโอกาสสัมผัสกับจังหวะของหลวงพระบางอย่างใจคิด
ใช้สองตามองพื้นมากกว่าโลกรอบตัว ด้วยไม่อยากเป็นภาระให้ผู้อื่น
แต่เชื่อเถิดว่า...ฉันหลงรักหลวงพระบางเสียแล้ว
 
เมื่อพี่พลัมถามคำถามหนึ่งว่า "จะกลับมาหลวงพระบางอีกมั๊ย"
จำได้ว่าฉันตอบไปโดยไม่ต้องคิด "แน่นอนค่ะ"
แต่สิ่งที่อยู่ในใจมากไปกว่านั้น..คือฉันจะกลับมาอีก ในวันที่เดินเหินเป็นปกติ
กลับมาเดินช้าๆ ให้หัวใจเต้นเป็นจังหวะเดียวกับที่นี่..หลวงพระบาง สวิสเซอร์ลาว..
 
 -------
 
 
May 15

ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับเอาใจทุกฝ่าย)

ได้ฟอร์เวิร์ดเมลจากพี่จ้อม ขำแต่จริง อ่านดูเอามันส์เด้อ..
--
--
--
 
ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ......

(ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเอาใจทุกฝ่าย)


หมวด ๑
บททั่วไป

....................
มาตรา ๒ ทวิ ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และมีอาคมคุณไสยเป็นลัทธิประจำชาติ

มาตรา ๒ ตรี ประเทศไทยมีจตุคามรามเทพ เป็นเครื่องรางของขลัง เพื่อบูชาสักการะ ประจำชาติ ผู้ใดจะลบหลู่ดูหมิ่นจตุคามรามเทพ และสิ่งศักดิ์สิทธิ เครื่องราง ของขลัง อื่นๆ ในทางใด ๆ มิได้

มาตรา ๒ จตุ ประเทศไทยมีต้มยำกุ้ง และผัดไทยเป็นอาหารประจำชาติ มีทุเรียนและลำไย เป็นผลไม้ประจำชาติ

มาตรา ๒ เบญจ ประเทศไทยมีคำขวัญประจำชาติว่า “ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่”

มาตรา ๔ (คงข้อความตามวรรคต้นไว้ และเพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสอง)
ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลอาจจะมีไม่เท่ากันก็ได้ อาทิบุคคลผู้ดำรงตำแหน่ง หรือเคยดำรงตำแหน่งราชการชั้นสูง ทหาร ผู้พิพากษา ตุลาการ นักวิชาการ หรือบุคคลผู้เป็นเชื้อเป็นเถาอันมีบรรพบุรุษเป็นผู้สูงศักดิ์ วีรบุรุษ และบุคคลผู้มีคุณธรรม ย่อมมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหนือกว่าผู้อื่น

มาตรา ๗ ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามแต่อำเภอใจของนักวิชาการกฎหมายมหาชนผู้เป็นคณบดีในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง


หมวด ๓
สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย

....................
ส่วนที่ ๒ ความเสมอภาค
....................
มาตรา ๓๐ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าที่รัฐเห็นสมควร
ชายและหญิงมีสิทธิเป็นชายเทียมหญิงเทียมเท่าๆ กัน

มาตรา ๓๑ (คงข้อความตามวรรคต้นไว้ และเพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสอง)
บุคคลผู้ดำรงตำแหน่ง หรือเคยดำรงตำแหน่งราชการชั้นสูง ทหาร ผู้พิพากษา ตุลาการ นักวิชาการ หรือบุคคลผู้เป็นเชื้อเป็นเถาอันมีบรรพบุรุษเป็นผู้สูงศักดิ์ วีรบุรุษ และบุคคลผู้มีคุณธรรมอาจมีสิทธิเหนือว่าบุคคลอื่นได้ ทั้งนี้ตามที่บุคคลเหล่านั้นเห็นสมควร

ส่วนที่ ๔ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม
....................
มาตรา ๓๙ ทวิ บุคคลอาจจะต้องรับโทษอาญา หรือถูกประณามจากสังคมได้ หากสื่อมวลชนและหนังสือพิมพ์ได้พิจารณาตัดสินแล้วว่าบุคคลนั้นเป็นผู้กระทำความผิด หรือต้องสงสัยว่ากระทำความผิดในกรณีตามวรรคแรก ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลย หรือผู้ถูกกล่าวหามีความผิด โดยมิจำต้องรอให้มีคำพิพากษาอันถึงที่สุด และให้ปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิด

ส่วนที่ ๖ สิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ และการเสี่ยงโชค* (*แก้ไขชื่อ)
....................
มาตรา ๔๔ ทวิ ภิกษุ สามเณร ตาเถร ยายชี ย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการพุทธพาณิชย์ และไสยพาณิชย์ รวมทั้งการเรี่ยไรต่างๆ โดยมีการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม
การแทรกแซงกิจการโดยรัฐจะกระทำมิได้ และรัฐจะต้องสนับสนุนให้การประกอบกิจการพุทธพาณิชย์และไสยพาณิชย์อยู่ในสภาพที่แข่งขันต่อตลาดโลกได้
การเก็บภาษีใดๆ ต่อกิจการพุทธพาณิชย์และไสยพาณิชย์นั้น จะกระทำมิได้

มาตรา ๔๔ ตรี บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการเสี่ยงโชค
รัฐมีหน้าที่ในการจัดการให้มีการเสี่ยงโชคสลากกินแบ่ง และสลากกินรวบ ทั้งบนดินและใต้ดิน ให้เพียงพอต่อความต้องการในเสี่ยงโชคของประชาชน
บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการเป็นเจ้ามือเสี่ยงโชคได้ ตามกฎเกณฑ์ที่รัฐกำหนด

ส่วนที่ ๗ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน
....................
มาตรา ๔๖ ทวิ หนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนมีอำนาจในการเสนอข่าวใดๆ ก็ได้ แม้จะเป็นการละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคลของบุคคลอื่น เช่น การนำเสนอภาพศพ ภาพเปลือย ภาพอุจาดลามก ภาพหลุดต่างๆ การฟ้องร้องในทางใดต่อสื่อมวลชนที่ใช้สิทธิเสรีภาพตามมาตรานี้ย่อมกระทำไม่ได้
หนังสือพิมพ์และสื่อมวลชน มีเสรีภาพในการการตั้งฉายาต่อบุคคล หรือขึ้นอ้ายขึ้นอีอย่างไรก็ได้ โดยเฉพาะต่อบุคคลที่ถูกตัดสินแล้วจากหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชน ตามมาตรา ๓๙ ทวิ

มาตรา ๔๖ ตรี บุคคลมีเสรีภาพที่จะรับชมภาพยนตร์ได้ หากภาพยนตร์นั้นถูกตรวจสอบกลั่นกรอง ตัดต่อ และทำเบลอแล้วจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรานี้ถือเป็นสิทธิเด็ดขาด ไม่อาจอุทธรณ์ฎีกาต่อศาล หรือขอให้พิจารณาใหม่ได้
มาตรานี้มิให้ยกเว้นแม้แต่แก่ภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลจากต่างประเทศ

ส่วนที่ ๑๑ เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม
....................
มาตรา ๖๔ ทวิ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมกันด้วยรถจักรยานยนต์ หรือรถยนต์ เพื่อขับขี่แข่งกันบนถนนหลวง
บุคคลผู้ขับรถยนต์ราคาแพง มีเสรีภาพในการขับแข่งรถบนทางพิเศษด้วย อีกประการหนึ่ง ความเสียหายใดๆ อันเกิดจากการใช้เสรีภาพตามมาตรานี้ บุคคลอื่นจะฟ้องร้องมิได้

ส่วนที่ ๑๓ สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ
....................
มาตรา ๖๘ (คงข้อความตามวรรคต้นไว้ และแก้ไขวรรคสองด้วยข้อความต่อไปนี้) ในกรณีที่ประเทศตกอยู่ในภาวะวิกฤติ เหตุการณ์คับขัน หรือเกิดสถานการณ์จำเป็นอย่างยิ่งในทางการเมือง ทั้งนี้ให้ถือตามความเห็นของสื่อมวลชนผู้มีอำนาจ ให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ประธานสมัชชาเพื่อประชาธิปไตย สื่อมวลชนผู้มีอำนาจ กลุ่มราชนิกูล นักวิชาการในทุกสาขาวิชา นักกีฬาทีมชาติ นักเทนนิส นักมวยระดับแชมป์โลก และนางงามจักรวาล เพื่อพิจารณาหาทางป้องกันหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าวมติของบุคคลดังกล่าวนั้นให้มีสภาพบังคับให้ผู้เกี่ยวข้องต้องนำไปดำเนินการภายในเจ็ดวัน


หมวด ๖
รัฐสภา

....................
ส่วนที่ ๒ สภาผู้แทนราษฎร
.....................
มาตรา ๙๔ บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง คือ
(๑) นามสกุลชินวัตร หรือ ดามาพงศ์ โดยการเกิด หรือโดยการสมรส การเปลี่ยนนามสกุลไม่กระทบกระเทือนต่อผลของอนุมาตรานี้
(อนุมาตราอื่น ไล่เลขลงไปใหม่)

ส่วนที่ ๓ วุฒิสภา
....................
มาตรา ๑๐๗ ให้มีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาคณะหนึ่ง ประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมายจำนวนหนึ่งคน และตุลาการในศาลปกครองสูงสุดที่ที่ประชุมใหญ่ ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมอบหมายจำนวนหนึ่งคน สื่อมวลชนผู้มีอำนาจจำนวนหนึ่งคน กลุ่มราชนิกูลจำนวนหนึ่งคน คณะบดีคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยของรัฐชื่อดังหนึ่งคน เป็นกรรมการ ทำหน้าที่สรรหาสมาชิกวุฒิสภา ให้แล้วเสร็จเมื่อใดก็ได้ตามใจชอบ
คุณสมบัติใดๆ ก็ตามของสมาชิกวุฒิสภา ให้เป็นไปตามอำเภอใจของคณะกรรมการสรรหา
(มาตราอื่นลบทิ้งเสียให้หมดก็ได้)


หมวด ๙
คณะรัฐมนตรี

....................
มาตรา ๑๗๐ รัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) นามสกุลชินวัตร หรือ ดามาพงศ์ โดยการเกิด หรือโดยการสมรส การเปลี่ยนนามสกุลไม่กระทบกระเทือนต่อผลของอนุมาตรานี้


หมวด ๑๐
ศาล

...................
ส่วนที่ ๒ ศาลรัฐธรรมนูญ
....................
มาตรา ๒๑๑ (วรรคหนึ่งถึงสี่ คงไว้ตามเดิมหมด ยกเว้นวรรคห้า ให้ใช้ข้อความต่อไปนี้)
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ ทั้งนี้ไม่รวมถึง ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือคุณหญิงตราตั้งผู้สุจริตแต่เพียงผู้เดียว

 
บทเฉพาะกาล
...................
มาตรา ๒๙๙ บรรดาการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ ทั้งในชาตินี้ และชาติหน้า
 
สาธุ...
 
Photo 1 of 31